






ในการทำหัตถการโปรแกรมฉีดฟิลเลอร์ไม่ได้มีความเสี่ยงเพียงอาการบวม ช้ำ หรืออักเสบบริเวณที่ฉีดเท่านั้น แต่ในกรณีที่เกิดภาวะแทรกซ้อนทางหลอดเลือดอย่างรุนแรง อาจเกิดภาวะของโปรแกรมฉีดฟิลเลอร์อุดกั้นหลอดเลือดปอด หรือ Pulmonary Embolism (PE) ได้ ซึ่งเป็นภาวะที่มีสิ่งอุดกั้นเข้าไปขัดขวางหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงปอด และอาจส่งผลต่อการทำงานของหัวใจและระบบไหลเวียนโลหิตจนเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ แม้จะเป็นภาวะแทรกซ้อนที่พบได้น้อยก็ตาม
สิ่งสำคัญคือ ในการรับบริการโปรแกรมฉีดฟิลเลอร์ไม่ได้หมายความว่าจะเกิด Pulmonary Embolism ทุกครั้ง แต่ควรทำความเข้าใจว่าภาวะนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร มีอาการแบบไหน และก่อนฉีดควรพิจารณาเรื่องใดบ้าง เพื่อให้สามารถตัดสินใจรับบริการได้อย่างรอบคอบ
Pulmonary Embolism (PE) คือภาวะที่มีสิ่งอุดกั้นเคลื่อนเข้าสู่หลอดเลือดแดงของปอด ทำให้เลือดไหลผ่านหลอดเลือดบริเวณนั้นลดลงหรือถูกขัดขวาง โดยทั่วไปสิ่งอุดกั้นอาจเป็นลิ่มเลือด ไขมัน หรือวัสดุอื่น ๆ ที่เคลื่อนที่ไปตามกระแสเลือด
ในกรณีที่เกี่ยวข้องกับการฉีดสารเติมเต็ม มีรายงานภาวะหลอดเลือดปอดอุดกั้นที่ไม่ได้เกิดจากลิ่มเลือด (Non-thrombotic Pulmonary Embolism) ซึ่งหมายถึงการอุดกั้นหลอดเลือดปอดที่ไม่ได้เกิดจากลิ่มเลือด แต่เกี่ยวข้องกับวัสดุที่เข้าสู่ระบบหลอดเลือดและเคลื่อนไปตามการไหลเวียนของเลือด
อย่างไรก็ตาม ภาวะนี้แตกต่างจาก Pulmonary Embolism ที่พบโดยทั่วไปจากลิ่มเลือด และการเกิดภาวะดังกล่าวหลังฉีดสารเติมเต็มถือเป็นภาวะแทรกซ้อนที่พบได้น้อย
กลไกที่อธิบายได้คือ หากวัสดุจากการฉีดเข้าสู่หลอดเลือดโดยไม่ตั้งใจ วัสดุดังกล่าวอาจเคลื่อนที่ไปตามการไหลเวียนของเลือด โดยในกรณีที่เข้าสู่ระบบหลอดเลือดดำ สามารถมีเส้นทางไปยังหัวใจด้านขวา ก่อนที่หัวใจจะสูบฉีดเลือดเข้าสู่หลอดเลือดแดงปอด
สามารถอธิบายเส้นทางโดยง่ายได้ดังนี้
วัสดุเข้าสู่หลอดเลือด จากนั้นไหลกลับเข้าสู่หัวใจด้านขวา และถูกส่งเข้าสู่หลอดเลือดแดงปอด ซึ่งอาจทำให้เกิดการอุดกั้นหลอดเลือดปอดได้
อย่างไรก็ตาม ไม่ควรเข้าใจว่า “เมื่อโปรแกรมฉีดฟิลเลอร์เข้าสู่หลอดเลือดแล้วจะต้องไปถึงปอดเสมอ” เพราะการเกิด Pulmonary Embolism ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ทั้งชนิดและลักษณะของวัสดุ ตำแหน่งและลักษณะของหลอดเลือด รวมถึงกลไกที่เกิดขึ้นระหว่างการฉีด
หมายเหตุ: กลไกดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า ภาวะนี้สามารถเกิดขึ้นได้ในทางกายวิภาค แต่ไม่ได้หมายความว่าจะเกิดขึ้นเป็นประจำจากการฉีดฟิลเลอร์ทั่วไป
แม้ทั้งสองภาวะจะเกี่ยวข้องกับการอุดกั้นหลอดเลือด แต่ตำแหน่งที่เกิดปัญหาและผลกระทบต่อร่างกายแตกต่างกัน
| ประเด็น | ภาวะหลอดเลือดอุดกั้นจากสารเติมเต็ม (Vascular Occlusion) | ภาวะหลอดเลือดปอดอุดกั้น (Pulmonary Embolism) |
| ตำแหน่ง | หลอดเลือดบริเวณที่ฉีดหรือบริเวณใกล้เคียง | หลอดเลือดแดงของปอด |
| กลไก | โปรแกรมฉีดฟิลเลอร์อาจเข้าไปเกี่ยวข้องกับหลอดเลือด หรือเกิดการกดเบียดหลอดเลือด | สิ่งอุดกั้นเคลื่อนเข้าสู่ระบบไหลเวียนและไปอุดกั้นหลอดเลือดปอด |
| อาการที่อาจพบ | ปวดผิดปกติ สีผิวเปลี่ยนแปลง หรือมีสัญญาณว่าเลือดไปเลี้ยงเนื้อเยื่อลดลง | หายใจลำบาก เจ็บหน้าอก หัวใจเต้นเร็ว หน้ามืด หรือเป็นลม |
| ผลกระทบ | อาจทำให้เนื้อเยื่อบริเวณนั้นได้รับเลือดไม่เพียงพอ และในกรณีรุนแรงอาจกระทบต่อการมองเห็นหรือระบบประสาท | อาจกระทบการไหลเวียนเลือดในปอด การทำงานของหัวใจ และระบบไหลเวียนโลหิต |
Pulmonary Embolism อาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ หากการอุดกั้นทำให้เลือดไหลผ่านปอดลดลงอย่างมาก เพราะปอดเป็นส่วนสำคัญในการแลกเปลี่ยนออกซิเจน และการอุดกั้นยังสามารถเพิ่มภาระการทำงานของหัวใจด้านขวา
หากการอุดกั้นมีความรุนแรง อาจเกิดผลกระทบต่อเนื่อง เช่น
หมายเหตุ: ความรุนแรงของภาวะหลอดเลือดอุดกั้นไม่ได้ขึ้นอยู่เพียงว่ามีสิ่งอุดตันหรือไม่ แต่ต้องพิจารณาด้วยว่า อุดตันบริเวณใด มีความรุนแรงมากน้อยเพียงใด และส่งผลต่อหัวใจและระบบไหลเวียนโลหิตอย่างไร
หากหลังฉีดสารเติมเต็มมีอาการผิดปกติทางการหายใจหรือระบบไหลเวียนโลหิต โดยเฉพาะอาการที่เกิดขึ้นอย่างเฉียบพลัน ควรได้รับการประเมินทางการแพทย์โดยเร็ว เพราะอาการเพียงอย่างเดียวไม่สามารถยืนยันได้ว่าเป็นภาวะหลอดเลือดปอดอุดกั้น (Pulmonary Embolism)
อาการที่ควรให้ความสำคัญ ได้แก่
หมายเหตุ: อาการเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่าเป็น Pulmonary Embolism อย่างแน่นอน เพราะสามารถเกิดจากภาวะอื่นได้เช่นกัน แต่หากเกิดขึ้นอย่างเฉียบพลันหลังหัตถการ ไม่ควรวินิจฉัยด้วยตนเองและควรได้รับการประเมินจากแพทย์
หลังฉีดแล้วมีอาการหายใจลำบาก หายใจไม่อิ่ม เจ็บหรือแน่นหน้าอก หน้ามืด หรือเป็นลม ควรแจ้งแพทย์หรือสถานพยาบาลทันที
แต่ถ้ามีอาการรุนแรงหรือมีลักษณะเข้าข่ายภาวะฉุกเฉิน เช่น หายใจลำบากมาก เจ็บหน้าอกรุนแรง หน้ามืดอย่างมาก หรือหมดสติ ควรเข้าสู่ระบบการแพทย์ฉุกเฉินโดยเร็ว ไม่ควรรอดูอาการเป็นเวลานานหรือพยายามประเมินและรักษาด้วยตนเอง เนื่องจากการวินิจฉัย Pulmonary Embolism จำเป็นต้องอาศัยการประเมินจากแพทย์และการตรวจที่เหมาะสม
ความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนทางหลอดเลือดไม่ได้ขึ้นอยู่กับชนิดของโปรแกรมฉีดฟิลเลอร์เพียงอย่างเดียว แต่เกี่ยวข้องกับหลายปัจจัยร่วมกัน ได้แก่
ตำแหน่งและแนวทางของหลอดเลือด เส้นประสาท และชั้นเนื้อเยื่อในใบหน้าอาจแตกต่างกันในแต่ละบุคคล การเข้าใจกายวิภาคจึงเป็นพื้นฐานสำคัญของการวางแผนฉีด
บริเวณที่จะฉีดมีโครงสร้างใต้ผิวแตกต่างกัน การวางฟิลเลอร์จึงต้องพิจารณาตำแหน่งและชั้นเนื้อเยื่อให้เหมาะสมกับบริเวณนั้น
วิธีการวางเข็มหรืออุปกรณ์ ตำแหน่งที่ฉีด และแนวทางการวางฟิลเลอร์ ล้วนเป็นปัจจัยที่แพทย์ต้องพิจารณาร่วมกับกายวิภาคของแต่ละบุคคล
ปริมาณและแรงดันระหว่างการฉีดควรเหมาะสมกับตำแหน่งและเนื้อเยื่อ โดยแพทย์ต้องพิจารณาปัจจัยเหล่านี้ร่วมกับแผนการฉีด ไม่ใช่ใช้หลักเดียวกับทุกบริเวณ
แพทย์ควรมีความเข้าใจกายวิภาคของใบหน้า สามารถประเมินความแตกต่างของแต่ละบุคคล วางแผนการฉีดอย่างเหมาะสม และมีแนวทางรับมือเมื่อสงสัยภาวะแทรกซ้อน
ดังนั้น การประเมินความปลอดภัยของการฉีดสารเติมเต็ม ไม่ควรพิจารณาเพียงว่า “สารเติมเต็มชนิดไหนอันตรายที่สุด” แต่ควรดูองค์ประกอบโดยรวม ทั้งผลิตภัณฑ์ ผู้ให้บริการ กายวิภาค ตำแหน่ง และเทคนิคการฉีด รวมถึงกระบวนการดูแลก่อนและหลังรับบริการ
ไม่มีบริเวณใดที่ควรถูกตีความว่า “ปลอดภัย” หรือ “อันตราย” จากชื่อบริเวณเพียงอย่างเดียว เพราะความเสี่ยงขึ้นอยู่กับกายวิภาค ตำแหน่งของหลอดเลือด ชั้นเนื้อเยื่อ และเทคนิคที่ใช้ร่วมกัน
อย่างไรก็ตาม บริเวณที่มีโครงสร้างหลอดเลือดสำคัญหรือมีความซับซ้อนทางกายวิภาค เช่น ขมับ จมูก ร่องแก้ม และคาง จำเป็นต้องได้รับการประเมินอย่างละเอียดก่อนฉีด
หมายเหตุ: บริเวณที่ต้องระวังภาวะหลอดเลือดอุดกั้นจากสารเติมเต็ม (Vascular Occlusion) ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นบริเวณที่มีความเสี่ยงต่อภาวะหลอดเลือดปอดอุดกั้น (Pulmonary Embolism) โดยตรง เนื่องจากทั้งสองภาวะมีตำแหน่งและกลไกการเกิดที่แตกต่างกัน
สำหรับคนที่กำลังตัดสินใจฉีดสารเติมเต็ม ควรพิจารณามากกว่าราคา โปรโมชัน หรือชื่อผลิตภัณฑ์ โดยอาจใช้คำถามต่อไปนี้เป็นเช็กลิสต์ก่อนรับบริการ
ก่อนทำโปรแกรมฉีดฟิลเลอร์ ควรมีแพทย์ประเมินปัญหา สภาพใบหน้า และความเหมาะสมของการฉีดก่อนวางแผน เพื่อให้ทราบว่าบริเวณใดจำเป็นต้องแก้ไข และแนวทางใดเหมาะกับแต่ละบุคคล
ผู้รับบริการควรได้รับข้อมูลทั้งประโยชน์ ข้อจำกัด และความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น เช่น Vascular Occlusion หรือภาวะหลอดเลือดอุดตัน รวมถึงแนวทางปฏิบัติเมื่อพบความผิดปกติ เพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจก่อนรับบริการ
กายวิภาคของใบหน้าแตกต่างกันในแต่ละบุคคล การวางแผนจึงควรพิจารณาตำแหน่ง ชั้นเนื้อเยื่อ และโครงสร้างหลอดเลือดในบริเวณที่จะฉีด ไม่ควรใช้ตำแหน่งหรือเทคนิคเดียวกันกับทุกคน
ควรเลือกผลิตภัณฑ์และปริมาณจากปัญหา ตำแหน่ง ลักษณะเนื้อเยื่อ และเป้าหมายของการฉีด โดยแพทย์เป็นผู้ประเมินความเหมาะสมเป็นรายบุคคล แทนการกำหนดปริมาณจากสูตรเดียว
ควรสอบถามว่าสถานพยาบาลมีแนวทางประเมินและรับมือกับภาวะแทรกซ้อนอย่างไร รวมถึงมีช่องทางให้ติดต่อแพทย์หรือสถานพยาบาลเมื่อเกิดอาการผิดปกติหลังทำหรือไม่ เพราะการมีระบบติดตามเป็นอีกส่วนสำคัญของการดูแลหลังฉีด
Rassapoom Clinic ให้ความสำคัญกับการลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนตลอดกระบวนการ ตั้งแต่การประเมินก่อนทำ การวางแผนโดยแพทย์ ไปจนถึงการสังเกตอาการหลังรับบริการ โดยให้ความสำคัญกับการประเมินเป็นรายบุคคลมากกว่าการใช้แนวทางเดียวกับทุกคน
ก่อนทำ แพทย์จะประเมินปัญหา สภาพใบหน้า และบริเวณที่ต้องการแก้ไข เพื่อพิจารณาความเหมาะสมของการฉีด รวมถึงกำหนดแนวทางการดูแลให้สอดคล้องกับปัญหาและความต้องการของแต่ละบุคคล
การฉีดสารเติมเต็มต้องอาศัยความเข้าใจโครงสร้างใต้ผิว โดยเฉพาะชั้นเนื้อเยื่อและตำแหน่งของหลอดเลือดในบริเวณที่จะฉีด แพทย์จึงนำข้อมูลด้านกายวิภาคมาประกอบการวางแผน เพื่อกำหนดตำแหน่งและแนวทางการฉีดให้เหมาะกับแต่ละบริเวณ
สารเติมเต็มของแต่ละผลิตภัณฑ์มีคุณสมบัติแตกต่างกัน การเลือกจึงไม่ได้พิจารณาจากชื่อผลิตภัณฑ์เพียงอย่างเดียว แต่ดูร่วมกับปัญหา ตำแหน่ง ลักษณะเนื้อเยื่อ และเป้าหมายของการฉีด รวมถึงกำหนดปริมาณและเทคนิคให้เหมาะกับแผนการดูแลของแต่ละบุคคล
หลังฉีด ผู้รับบริการจะนั่งพักสังเกตอาการประมาณ 15–30 นาที ก่อนกลับ เพื่อประเมินอาการเบื้องต้นและรับทราบแนวทางการติดต่อคลินิก หากพบความผิดปกติหลังรับบริการ
สามารถเกิดได้ แต่เป็นภาวะแทรกซ้อนที่พบได้น้อย โดยมีรายงานทางการแพทย์เกี่ยวกับวัสดุเติมเต็มที่เข้าสู่ระบบหลอดเลือดและเกี่ยวข้องกับการอุดกั้นหลอดเลือดปอด อย่างไรก็ตาม การฉีดสารเติมเต็มไม่ได้หมายความว่าจะเกิดภาวะหลอดเลือดปอดอุดกั้น (Pulmonary Embolism) ทุกครั้ง
หากวัสดุเข้าสู่ระบบหลอดเลือดดำ อาจเคลื่อนตามการไหลเวียนของเลือดกลับเข้าสู่หัวใจด้านขวา และถูกส่งต่อไปยังหลอดเลือดแดงปอด จึงมีเส้นทางทางกายวิภาคที่วัสดุสามารถไปถึงหลอดเลือดปอดได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะเกิดการอุดกั้นทุกกรณี
อาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้หากการอุดกั้นรุนแรงจนกระทบการไหลเวียนเลือดในปอด การทำงานของหัวใจ หรือระบบไหลเวียนโลหิต ความรุนแรงแตกต่างกันในแต่ละกรณี
อาการที่ควรให้ความสำคัญ ได้แก่ หายใจลำบากหรือหายใจไม่อิ่ม เจ็บหรือแน่นหน้าอก หัวใจเต้นเร็วผิดปกติ หน้ามืด หรือเป็นลม โดยเฉพาะเมื่อเกิดขึ้นอย่างเฉียบพลันหลังหัตถการ
ภาวะหลอดเลือดอุดกั้นจากสารเติมเต็ม (Vascular Occlusion) เกิดบริเวณหลอดเลือดที่เกี่ยวข้องกับตำแหน่งฉีด ส่วนภาวะหลอดเลือดปอดอุดกั้น (Pulmonary Embolism) เกิดที่หลอดเลือดปอด จึงเป็นคนละภาวะและมีตำแหน่งการอุดกั้นแตกต่างกัน
บริเวณที่มีโครงสร้างหลอดเลือดและกายวิภาคซับซ้อน เช่น ขมับ จมูก ร่องแก้ม และคาง จำเป็นต้องได้รับการประเมินอย่างละเอียด
ควรถามเกี่ยวกับความเหมาะสมของการฉีด ผลิตภัณฑ์ที่ใช้ ตำแหน่งและแผนการฉีด ความเสี่ยงที่เกี่ยวข้อง รวมถึงแนวทางติดต่อหรือดูแลหากเกิดความผิดปกติหลังทำ
ไม่ควรรอดูอาการเอง โดยเฉพาะหากมีอาการหายใจลำบาก เจ็บหน้าอก หน้ามืด หรือเป็นลม ควรแจ้งแพทย์หรือเข้าสู่ระบบการแพทย์ฉุกเฉินเพื่อรับการประเมินโดยเร็ว

หมอเมเม่
พญ.พัชรี พงษ์สาริกรรณ์
แพทย์ผู้ชำนาญการ ( ว.69355 )