






เมื่ออายุเพิ่มขึ้น การเปลี่ยนแปลงของผิวเป็นสิ่งที่หลายคนเริ่มสังเกตเห็นได้ชัดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นผิวหย่อนคล้อย กรอบหน้าไม่ชัด หรือไขมันสะสมบริเวณใต้คางและเหนียง ซึ่งอาจส่งผลให้ใบหน้าดูมีอายุมากขึ้น ทำให้หลายคนเริ่มมองหาวิธีดูแลผิวด้วยโปรแกรม Ultraformer III ที่ช่วยยกกระชับผิวโดยไม่ต้องผ่าตัด และไม่ทำให้รูปหน้าเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมากเกินไป
โปรแกรมนี้เป็นหนึ่งในหัตถการที่ได้รับความสนใจสำหรับการยกกระชับผิว เพราะสามารถดูแลปัญหาความหย่อนคล้อยได้โดยไม่ต้องผ่าตัด พร้อมช่วยให้ผิวดูแน่นกระชับและกรอบหน้าดูชัดขึ้น ก่อนตัดสินใจทำควรทำความเข้าใจเกี่ยวกับหลักการทำงาน เทคโนโลยีที่ใช้ ผู้ที่เหมาะกับโปรแกรมนี้ รวมถึงปัจจัยที่มีผลต่อผลลัพธ์ เพื่อเลือกแนวทางการดูแลผิวที่เหมาะสมกับตัวเอง
โปรแกรม Ultraformer III คือเทคโนโลยียกกระชับผิวที่ใช้คลื่นเสียงอัลตราซาวด์ความเข้มข้นสูง (HIFU) ในรูปแบบ MMFU (Micro & Macro Focused Ultrasound) โดยสามารถส่งพลังงานลงสู่ชั้นผิวในระดับความลึกที่กำหนดได้อย่างแม่นยำ เพื่อดูแลปัญหาผิวหย่อนคล้อยและความไม่กระชับของผิว
เมื่ออายุมากขึ้น ปริมาณและคุณภาพของคอลลาเจนในผิวจะลดลง ส่งผลให้ความยืดหยุ่นของผิวลดลง เกิดปัญหาผิวหย่อนคล้อย และกรอบหน้าไม่กระชับเหมือนเดิม เทคโนโลยี MMFU จึงถูกนำมาใช้เพื่อส่งพลังงานความร้อนลงสู่ชั้นผิวที่เหมาะสม ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและส่งเสริมให้โครงสร้างผิวมีความกระชับมากขึ้น
โปรแกรมนี้สามารถดูแลปัญหาผิวได้หลายบริเวณ ตั้งแต่ความหย่อนคล้อย ริ้วรอยเล็ก ๆ ไปจนถึงไขมันสะสมเฉพาะจุด เช่น บริเวณใต้คางและเหนียง ทั้งนี้ ผลลัพธ์ที่ได้อาจแตกต่างกันไปตามสภาพผิว อายุ และปัจจัยของแต่ละบุคคล
เทคโนโลยี MMFU ของโปรแกรม Ultraformer III แบ่งการทำงานออกเป็น 2 รูปแบบหลัก ได้แก่
Micro Focused Ultrasound เป็นพลังงานคลื่นที่เน้นส่งผ่านความร้อนแม่นยำไปยังผิวชั้นลึกถึงระดับ SMAS (Superficial Musculo Aponeurotic system) ซึ่งเป็นชั้นเนื้อเยื่อสำคัญที่อยู่ใต้กล้ามเนื้อใบหน้า (ชั้นเดียวกับที่แพทย์ใช้ในการผ่าตัดดึงหน้า) ด้วยอุณหภูมิที่พอเหมาะระหว่าง 65-75 องศาเซลเซียส จะเข้าไปทำให้เนื้อเยื่อชั้นนี้เกิดการหดตัวทันที ส่งผลให้โครงสร้างผิวหน้าค่อย ๆ ดูยกกระชับและเต่งตึงขึ้นตามการตอบสนองของผิวในแต่ละบุคคล
Macro Focused Ultrasound คือพลังงานคลื่นที่ออกแบบมาเพื่อดูแลบริเวณที่มีไขมันสะสมบนใบหน้าและเหนียง โดยส่งพลังงานความร้อนลงสู่ชั้นไขมันในระดับที่กำหนด พร้อมกระตุ้นกระบวนการสร้างคอลลาเจนตามธรรมชาติของร่างกาย ซึ่งอาจช่วยให้ผิวดูเรียบเนียน กระชับ และกรอบหน้าดูได้สัดส่วนมากขึ้น
นอกจากความโดดเด่นของพลังงานทั้งสองรูปแบบแล้ว โปรแกรมนี้ยังมาพร้อมหัว Applicator ที่มีหลายขนาด เพื่อให้แพทย์เลือกใช้ตามบริเวณผิวและความกังวลของแต่ละบุคคล โดยแพทย์สามารถพิจารณาปรับระดับพลังงานและความลึกในการส่งพลังงานให้เหมาะสมกับสภาพผิวและแผนการดูแลของแต่ละราย เพื่อให้การดูแลเป็นไปตามการประเมินของแพทย์
หมายเหตุ: ผลลัพธ์จากการทำหัตถการอาจมีความแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล
ก่อนตัดสินใจทำ หลายคนอาจมีคำถามว่า โปรแกรมนี้เหมาะกับปัญหาผิวที่ตัวเองกำลังกังวลอยู่หรือไม่ เพราะปัญหาผิวของแต่ละคนมีความแตกต่างกัน ทั้งความหย่อนคล้อย กรอบหน้าที่ไม่ชัด หรือริ้วรอยที่เริ่มเห็นได้ชัดขึ้น
และโปรแกรมนี้ยังเป็นหัตถการที่ใช้เทคโนโลยีคลื่นอัลตราซาวด์ความเข้มข้นสูง (HIFU) เพื่อส่งพลังงานลงสู่ชั้นผิวในระดับที่เหมาะสม ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและกระบวนการฟื้นฟูผิว โดยแพทย์สามารถประเมินระดับพลังงานและความลึกให้เหมาะกับปัญหาและบริเวณที่ต้องการดูแล
ปัญหาผิวที่มักนิยมใช้โปรแกรมนี้เพื่อดูแล ได้แก่
1. ผิวหย่อนคล้อย ขาดความกระชับ (Loss of Elasticity)
เมื่ออายุเพิ่มขึ้น คอลลาเจนและอีลาสตินในผิวจะค่อย ๆ ลดลง ส่งผลให้ผิวสูญเสียความยืดหยุ่นและเริ่มหย่อนคล้อย จะสามารถช่วยกระตุ้นกระบวนการสร้างคอลลาเจนใหม่ ทำให้ผิวค่อย ๆ ดูแน่นและกระชับขึ้น
2. กรอบหน้าไม่ชัด (Blurred Jawline)
เมื่อผิวบริเวณกรอบหน้าเริ่มหย่อนลง อาจทำให้แนวขากรรไกรดูไม่ชัดเหมือนเดิม บริการนี้จึงเป็นอีกทางเลือกสำหรับผู้ที่ต้องการดูแลบริเวณกรอบหน้า เพื่อให้ใบหน้าดูได้สัดส่วนและมีความคมชัดมากขึ้น
3. เหนียงและไขมันใต้คาง (Double Chin)
บริเวณใต้คางเป็นหนึ่งในจุดที่หลายคนกังวล เพราะอาจทำให้ใบหน้าดูกลมและขาดความชัดเจน เครื่องทำหัตถการนี้มีหัว Applicator ที่ออกแบบมาสำหรับดูแลชั้นไขมันในบางบริเวณ โดยช่วยให้ผิวบริเวณใต้คางดูกระชับขึ้น ทั้งนี้ ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับปริมาณไขมันและสภาพผิวของแต่ละคน
4. แก้มหย่อนคล้อย (Sagging Cheeks)
เมื่อผิวบริเวณแก้มเริ่มสูญเสียความกระชับ อาจทำให้ใบหน้าดูเหนื่อยล้าหรือมีอายุขึ้น โปรแกรมนี้สามารถช่วยดูแลความหย่อนคล้อยบริเวณแก้ม เพื่อให้ผิวโดยรวมดูกระชับและใบหน้าดูสดใสขึ้น
5. ริ้วรอยเล็ก ๆ (Fine Lines)
การกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใต้ผิวอาจช่วยให้ผิวมีความยืดหยุ่นมากขึ้น ส่งผลให้ริ้วรอยเล็ก ๆ และผิวที่ดูไม่เรียบเนียนมีแนวโน้มดูดีขึ้น
6. คิ้วตกและหางตาไม่กระชับ (Brow Ptosis)
เมื่อผิวบริเวณรอบดวงตาเริ่มหย่อนคล้อย อาจทำให้ใบหน้าดูเหนื่อยล้า การยกกระชับบริเวณนี้อาจช่วยให้บริเวณรอบดวงตาดูสดใสและเปิดขึ้นมากขึ้น
7. ลำคอไม่กระชับ (Neck Laxity)
นอกจากใบหน้าแล้ว บริเวณลำคอก็เป็นอีกจุดที่แสดงถึงการเปลี่ยนแปลงของวัย โปรแกรมนี้สามารถใช้ดูแลผิวบริเวณลำคอ เพื่อช่วยให้ผิวดูเรียบเนียนและกระชับขึ้น
โดยทั่วไป การทำโปรแกรมUltraformer III เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการดูแลปัญหาผิวหย่อนคล้อยและคุณภาพผิว โดยมุ่งเน้นการเสริมความกระชับให้ใบหน้าโดยไม่เปลี่ยนโครงสร้างหรือทำให้ใบหน้าเปลี่ยนไปจากเดิม

ทำงานด้วยเทคโนโลยีคลื่นอัลตราซาวด์ความเข้มข้นสูง (HIFU) ที่สามารถส่งพลังงานลงไปยังชั้นผิวในระดับความลึกที่กำหนด โดยไม่ทำลายผิวบริเวณด้านบน พลังงานจะถูกส่งไปยังชั้นผิวเป้าหมาย เพื่อกระตุ้นการเปลี่ยนแปลงในชั้นผิว ช่วยส่งเสริมกระบวนการสร้างคอลลาเจนและทำให้ผิวดูมีความกระชับมากขึ้น
หลักการทำงาน สามารถอธิบายได้เป็น 3 ขั้นตอนหลัก ดังนี้
1. ส่งพลังงานลงสู่ชั้นผิวอย่างแม่นยำ
หัว Applicator ของเครื่องจะปล่อยคลื่นอัลตราซาวด์ลงไปยังชั้นผิวในระดับความลึกที่เหมาะสม เช่น 1.5, 3.0 และ 4.5 มิลลิเมตร โดยแพทย์สามารถเลือกใช้หัวและปรับระดับพลังงานให้เหมาะกับบริเวณที่ต้องการดูแล เช่น ผิวหน้า กรอบหน้า ใต้คาง หรือบริเวณลำคอ
2. เปลี่ยนพลังงานเป็นความร้อนในชั้นผิว
เมื่อพลังงานถูกส่งไปยังจุดเป้าหมาย จะเกิดความร้อนเฉพาะบริเวณที่ต้องการดูแล โดยเฉพาะชั้น SMAS ซึ่งเป็นชั้นเนื้อเยื่อที่มีบทบาทต่อโครงสร้างความกระชับของใบหน้า ความร้อนในระดับที่เหมาะสมจะช่วยให้เนื้อเยื่อบริเวณนั้นเกิดการหดตัว ส่งผลให้ผิวอาจดูกระชับขึ้นหลังทำ
3. กระตุ้นกระบวนการสร้างคอลลาเจนใหม่
หลังจากได้รับพลังงาน ร่างกายจะเริ่มกระบวนการซ่อมแซมและฟื้นฟูบริเวณที่ได้รับการกระตุ้น ส่งผลให้เกิดการสร้างคอลลาเจนและอีลาสตินเพิ่มขึ้น ผิวจึงค่อย ๆ ดูแน่นขึ้น มีความยืดหยุ่นมากขึ้น โดยการเปลี่ยนแปลงมักเห็นได้ชัดขึ้นเมื่อเวลาผ่านไปประมาณ 2–3 เดือน ทั้งนี้ ระยะเวลาและผลลัพธ์อาจแตกต่างกันตามอายุ สภาพผิว และการดูแลหลังทำของแต่ละบุคคล
ด้วยหลักการทำงานที่ลงลึกถึงชั้นผิว จึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับผู้ที่ต้องการดูแลความหย่อนคล้อยและคุณภาพผิว โดยไม่ต้องผ่าตัดและไม่จำเป็นต้องพักฟื้นนาน
หนึ่งในคำถามที่หลายคนอยากรู้ก่อนตัดสินใจรับบริการ คือ “หลังทำแล้วจะเห็นผลเมื่อไหร่?” เนื่องจากโปรแกรมนี้ไม่ได้เป็นการปรับเปลี่ยนผิวแบบทันที แต่เป็นการใช้พลังงานกระตุ้นกระบวนการฟื้นฟูของร่างกาย จึงต้องใช้เวลาให้ผิวค่อย ๆ เกิดการเปลี่ยนแปลง
โดยทั่วไป การเปลี่ยนแปลงหลังทำสามารถแบ่งออกเป็นช่วงต่าง ๆ ดังนี้
หลังเข้ารับบริการ บางคนอาจรู้สึกว่าผิวบริเวณที่ทำดูกระชับขึ้นเล็กน้อยประมาณ 20-30% หรือสัมผัสได้ถึงความแน่นของผิวมากขึ้น ซึ่งอาจเกิดจากการหดตัวของเนื้อเยื่อในบริเวณที่ได้รับพลังงาน
ในช่วงเวลานี้ ร่างกายจะเริ่มกระบวนการสร้างคอลลาเจนและฟื้นฟูโครงสร้างผิวอย่างต่อเนื่อง ทำให้ผิวค่อย ๆ ดูแน่นขึ้น ยืดหยุ่นขึ้น และกรอบหน้าดูชัดขึ้น ทั้งนี้ ระยะเวลาที่เห็นการเปลี่ยนแปลงอาจแตกต่างกันไปตามสภาพผิวและการตอบสนองของแต่ละคน
ระยะเวลาของผลลัพธ์หลังการรับบริการ ไม่มีระยะเวลาที่แน่นอน เพราะขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น อายุ สภาพผิวเดิม ระดับความหย่อนคล้อย รวมถึงการดูแลตัวเองหลังทำ โดยการดูแลผิวอย่างเหมาะสมและการป้องกันปัจจัยที่ทำร้ายผิว อาจช่วยให้ผลลัพธ์คงอยู่ได้นานขึ้น
แม้โปรแกรมนี้จะสามารถดูแลปัญหาความหย่อนคล้อยได้หลายรูปแบบ แต่ผลลัพธ์ของแต่ละคนอาจแตกต่างกัน การเข้าพบแพทย์เพื่อประเมินสภาพผิวก่อนทำจึงเป็นขั้นตอนสำคัญ เพราะแพทย์สามารถวิเคราะห์ระดับความหย่อนคล้อย เลือกบริเวณที่เหมาะสม รวมถึงวางแผนการใช้พลังงานให้สอดคล้องกับความต้องการของแต่ละคน
หนึ่งในข้อกังวลที่หลายคนมีเกี่ยวกับการรับบริการชนิดนี้ คือความรู้สึกระหว่างทำ เพราะเป็นหัตถการที่มีการส่งพลังงานลงไปยังชั้นผิว โดยทั่วไปความรู้สึกที่เกิดขึ้นจะแตกต่างกันไปตามบริเวณที่ทำและระดับพลังงานที่ใช้
ขณะเครื่องส่งพลังงานลงสู่ชั้นผิว อาจรู้สึกอุ่น ตึง หรือมีความรู้สึกคล้ายจี๊ด ๆ เป็นบางจุด โดยเฉพาะบริเวณที่ผิวอยู่ใกล้กระดูกหรือมีเนื้อเยื่อรองรับน้อย เช่น แนวกรอบหน้า โหนกแก้ม หรือบริเวณใต้คาง
ความรู้สึกขณะทำขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น ระดับพลังงาน บริเวณที่ทำ และความไวต่อความรู้สึกของแต่ละคน แพทย์จะประเมินสภาพผิวและปรับการตั้งค่าพลังงานให้เหมาะสม เพื่อให้การทำหัตถการเป็นไปอย่างปลอดภัยและสบายมากขึ้น
หากเป็นผู้ที่มีความไวต่อความรู้สึกหรือมีความกังวล สามารถแจ้งแพทย์ก่อนเริ่มทำได้ เพื่อให้แพทย์วางแผนการดูแลให้เหมาะกับสภาพผิวและความต้องการของคุณ
ปัจจุบันมีเทคโนโลยียกกระชับผิวหลายรูปแบบ ซึ่งแต่ละโปรแกรมมีหลักการทำงานและจุดเด่นที่แตกต่างกัน การเลือกหัตถการจึงควรพิจารณาจากปัญหาผิวที่ต้องการดูแล บริเวณที่ทำ และผลลัพธ์ที่คาดหวัง มากกว่าการเลือกจากชื่อเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว
| หัวข้อ | โปรแกรม Ultraformer III | โปรแกรม Ultherapy Prime | โปรแกรม Thermage FLX |
| เทคโนโลยี | คลื่นอัลตราซาวด์ความเข้มข้นสูงแบบ MMFU | คลื่นอัลตราซาวด์แบบ Micro-focused Ultrasound | คลื่นวิทยุความถี่สูงแบบขั้วเดียว (Monopolar RF) |
| จุดเด่น | ดูแลความหย่อนคล้อย พร้อมช่วยดูแลชั้นไขมันในบางจุด | เน้นการยกกระชับผิวในชั้นลึกและกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน | ช่วยกระตุ้นคอลลาเจนและดูแลความกระชับของผิว |
| เหมาะกับใคร | ต้องการดูแลกรอบหน้า ความหย่อนคล้อย หรือไขมันสะสมเฉพาะจุด | ต้องการยกกระชับบริเวณใบหน้าและลำคอ | มีปัญหาผิวเริ่มหย่อนคล้อยและต้องการเพิ่มความกระชับ |
| บริเวณที่นิยม | กรอบหน้า แก้ม ใต้คาง และลำคอ | กรอบหน้าและลำคอ | ใบหน้า ลำคอ รอบดวงตา และผิวบริเวณอื่น |
หมายเหตุ: การเปรียบเทียบข้างต้นเป็นข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับกลไกและลักษณะการทำงานของแต่ละเทคโนโลยี ผลลัพธ์อาจแตกต่างกันไปตามสภาพผิว อายุ ระดับความหย่อนคล้อย และการประเมินของแพทย์ การเลือกหัตถการที่เหมาะสมควรพิจารณาจากปัญหาผิวและความต้องการของแต่ละคน
ที่รัสมิ์ภูมิ คลินิก เราผสาน “เครื่องมือที่ได้มาตรฐาน” เข้ากับ “ศิลปะการออกแบบการรักษาโดยแพทย์เฉพาะทาง” เพื่อเปลี่ยนการยกกระชับให้เป็นการปรับรูปหน้าอย่างมีมิติ โดยเน้นจุดเด่นที่แตกต่างดังนี้
เราเลือกใช้เครื่องที่ผ่านการรับรองมาตรฐานสากล อุปกรณ์ทุกชิ้นมีการตรวจสอบความปลอดภัยอย่างเคร่งครัด เพื่อให้มั่นใจในประสิทธิภาพของการส่งผ่านพลังงานและความปลอดภัยของผิวพรรณในระยะยาว
ทุกขั้นตอนดำเนินการโดยแพทย์ที่เชี่ยวชาญด้านการปรับรูปหน้าโดยตรง ภายใต้มาตรฐานเดียวกันทั้งคลินิก แพทย์มีความเข้าใจในกลไกการทำงานของเครื่องมือและชั้นผิวเป็นอย่างดี สามารถควบคุมพลังงานให้เหมาะสมกับเนื้อเยื่อแต่ละจุดได้อย่างแม่นยำ เพื่อความปลอดภัยและประสิทธิภาพที่ได้มาตรฐานสูงสุดในทุกเคส
แพทย์จะประเมินโครงสร้างใบหน้า ชั้นไขมัน และชั้นกระดูกของแต่ละบุคคลอย่างละเอียด เพื่อวางแผนการดูแลที่ตอบโจทย์ปัญหาผิวของคุณโดยเฉพาะ ทั้งการเลือกชนิดหัวยิง และกำหนดจำนวนช็อตที่แม่นยำในแต่ละบริเวณ
เราให้ความสำคัญกับการสื่อสารที่ชัดเจน แพทย์จะอธิบายเหตุผลในการวางแผนการรักษา ขั้นตอนที่ทำ และการดูแลตัวเองหลังรับบริการ เพื่อให้คุณมั่นใจและเห็นภาพผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นก่อนตัดสินใจเข้ารับบริการ
รัสมิ์ภูมิ คลินิก มุ่งมั่นที่จะเป็นผู้ออกแบบความงามที่เข้าใจโครงสร้างผิวหน้าของคุณอย่างแท้จริง ด้วยมาตรฐานเครื่องมือและฝีมือแพทย์เฉพาะทางที่ใส่ใจในทุกรายละเอียด เพื่อให้ทุกช็อตที่ทำ คือการลงทุนเพื่อผลลัพธ์ที่ตรงจุดและปลอดภัยที่สุดสำหรับคุณ





เหมาะกับผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 20 ปีขึ้นไป โดยแต่ละช่วงวัยจะมีเป้าหมายและปัญหาผิวที่แตกต่างกันไป สามารถทำได้ครอบคลุมทุกช่วงอายุ ตามรายละเอียดดังนี้
ช่วงอายุต่างๆ และเป้าหมายในการทำ
การเตรียมตัวก่อนรับบริการ ให้เลือกคลินิกและแพทย์ที่ได้มาตรฐาน พักผ่อนให้เพียงพอ 6-8 ชั่วโมง งดครีมผลัดเซลล์ผิวหรือกรดรุนแรง งดแอลกอฮอล์และบุหรี่ 3-7 วัน รวมถึงแจ้งประวัติโรคประจำตัวและการศัลยกรรมหรือฉีดสารเติมเต็มบนใบหน้าให้แพทย์ทราบก่อนรับบริการ
หลังรับบริการ สามารถแต่งหน้าและทาครีมได้ทันที โดยไม่ต้องพักฟื้น เนื่องจากพลังงานคลื่นเสียงไม่ทำให้เกิดแผลเปิดที่ผิวชั้นนอก แนะนำให้เลือกใช้ผลิตภัณฑ์สูตรอ่อนโยน หลีกเลี่ยงการถูหรือกดนวดใบหน้าแรงๆ และควรทาครีมกันแดดที่มีค่า SPF สูงทุกวัน
โดยทั่วไปควรทำซ้ำทุกๆ 5–6 เดือน หรือประมาณ ปีละ 1–2 ครั้ง เพื่อให้ผิวได้รับการกระตุ้นคอลลาเจนอย่างต่อเนื่องและคงความกระชับไว้ โดยผลลัพธ์จากการทำในแต่ละครั้งจะอยู่ได้นานประมาณ 6–12 เดือนขึ้นอยู่กับสภาพผิวของแต่ละบุคคล
สามารถทำร่วมกับหัตถการอื่นได้ โดยแพทย์มักแนะนำให้ทำโปรแกรมUltraformer III เพื่อยกกระชับผิวและลดไขมันใต้ผิวก่อน จากนั้นจึงตามด้วยหัตถการประเภทอื่นในคอร์สเดียวกันได้ เพื่อผลลัพธ์ที่ครอบคลุมและชัดเจนยิ่งขึ้น
หัตถการที่ทำร่วมกันได้
ควรดูแลผิวอย่างเบามือ หลีกเลี่ยงการนวดกดหรือถูหน้าแรง ๆ ทาครีมกันแดดที่มีค่า SPF สูงทุกวัน ดื่มน้ำมาก ๆ เพื่อช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน และงดกิจกรรมที่สัมผัสความร้อนจัดหรือแอลกอฮอล์ในช่วง 1 สัปดาห์แรก เพื่อให้ผิวฟื้นตัวและได้ผลลัพธ์ที่ดี
ผู้ที่ควรปรึกษาแพทย์อย่างละเอียดก่อนรับบริการ ได้แก่ หญิงตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร ผู้ที่มีโลหะหรือเหล็กฝังในร่างกายรวมถึงรากฟันเทียม ผู้ใส่เครื่องกระตุ้นหัวใจ ผู้มีโรคผิวหนังหรือแผลอักเสบบริเวณที่จะทำ และผู้ที่มีประวัติฉีดสารเติมเต็มหรือทำโปรแกรมร้อยไหมมาไม่นาน
ระยะเวลาของผลลัพธ์แตกต่างกันในแต่ละคน โดยทั่วไปอาจอยู่ได้ประมาณ 6 เดือนถึง 1 ปี ขึ้นอยู่กับอายุ สภาพผิว พฤติกรรมการใช้ชีวิต และการดูแลหลังทำ
การปกป้องผิวจากแสงแดด รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ดื่มน้ำเพียงพอ และดูแลผิวอย่างสม่ำเสมอ เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยรักษาสุขภาพผิวโดยรวม

หมอหนุ่ม
นพ.รัสมิ์ภูมิ สุเมธีวิทย์
แพทย์ผิวหนังเฉพาะทาง ( ว.19863 )




