โปรแกรมรักษาข้อเข่าเสื่อม Knee Osteoarthritis

ปวดเข่าเวลาเดิน ขึ้นลงบันได หรือลุกจากเก้าอี้ จนเริ่มต้องลดกิจกรรมที่เคยทำ อาจเกี่ยวข้องกับข้อเข่าเสื่อม แต่ไม่ใช่อาการปวดเข่าทุกแบบจะเกิดจากสาเหตุเดียวกัน โปรแกรมรักษาข้อเข่าเสื่อม (Knee Osteoarthritis) จึงเป็นโปรแกรมที่ทุกคนควรรู้จัก โดยเริ่มจากการประเมินอาการ สภาพข้อเข่า และปัจจัยสุขภาพที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ทราบว่าแนวทางใดเหมาะกับปัญหาที่พบ

ปวดเข่าแบบไหน อาจเป็นสัญญาณของข้อเข่าเสื่อม?

อาการที่พบได้ในผู้ที่มีข้อเข่าเสื่อม ได้แก่ ปวดขณะลงน้ำหนัก เข่าฝืดหลังอยู่ในท่าเดิม มีเสียงในข้อ เข่าบวม หรือขยับเข่าได้ไม่เต็มที่ อย่างไรก็ตาม อาการเหล่านี้สามารถเกิดได้จากหลายสาเหตุ จึงไม่ควรใช้เพียงอาการใดอาการหนึ่งเพื่อสรุปว่าเป็นข้อเข่าเสื่อม

ปวดเข่าเวลาเดิน ขึ้นลงบันได หรือลุกจากเก้าอี้

อาการปวดที่เกิดขณะเดิน ยืน ขึ้นลงบันได หรือลุกจากเก้าอี้ เป็นลักษณะที่พบได้ในผู้ที่มีข้อเข่าเสื่อม เนื่องจากข้อเข่าต้องรับน้ำหนักและแรงมากขึ้นในกิจกรรมเหล่านี้ หากปวดบ่อยขึ้นหรือเริ่มต้องลดกิจกรรมที่เคยทำ ควรเข้ารับการประเมินหาสาเหตุ

เข่าฝืดหลังนั่งนาน

อาจรู้สึกตึงหรือขยับเข่าได้ไม่คล่องหลังนั่งหรืออยู่ในท่าเดิมเป็นเวลานาน และอาจค่อย ๆ ดีขึ้นเมื่อเริ่มเคลื่อนไหว หากเกิดซ้ำเป็นประจำหรือมีอาการปวดร่วมด้วย ควรแจ้งแพทย์เพื่อประกอบการประเมิน

มีเสียงกรอบแกรบในข้อเข่า

เสียงขณะงอหรือเหยียดเข่าไม่ได้หมายความว่าเป็นข้อเข่าเสื่อมเสมอไป เพราะเสียงในข้อสามารถเกิดได้จากหลายสาเหตุ แพทย์จึงต้องพิจารณาร่วมกับอาการปวด การเคลื่อนไหว และลักษณะของข้อเข่า

เข่าบวม

เข่าบวมอาจเกิดร่วมกับข้อเข่าเสื่อมได้ แต่ก็สามารถเกิดจากการบาดเจ็บ การอักเสบ หรือภาวะอื่น ๆ ได้เช่นกัน หากบวมร่วมกับปวดมาก ขยับลำบาก หรือเกิดขึ้นหลังได้รับบาดเจ็บ ควรเข้ารับการประเมิน

งอหรือเหยียดเข่าได้ไม่เต็มที่

หากเริ่มงอเข่าได้ไม่สุด เหยียดขาได้ไม่เต็มที่ หรือบางท่าที่เคยทำได้กลับทำได้ยากขึ้น อาจสะท้อนถึงความผิดปกติของข้อเข่าหรือโครงสร้างโดยรอบ ควรแจ้งอาการดังกล่าวให้แพทย์ทราบ

อาการเริ่มกระทบการใช้ชีวิต

หากปวดจนเดินได้น้อยลง ขึ้นลงบันไดยาก ลุกนั่งไม่สะดวก หรือต้องเลี่ยงกิจกรรมบางอย่าง แสดงว่าอาการเริ่มส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวัน ซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญในการประเมินแนวทางดูแล

โรคข้อเข่าเสื่อมคืออะไร และเกิดจากอะไร?

โรคข้อเข่าเสื่อม (Knee Osteoarthritis) เป็นภาวะที่โครงสร้างภายในข้อเข่ามีการเปลี่ยนแปลงและเสื่อมตามเวลา อาจทำให้เกิดอาการปวด ฝืด บวม หรือเคลื่อนไหวข้อได้ลดลง ความรุนแรงและอาการแตกต่างกันในแต่ละคน จึงไม่สามารถประเมินจากอายุเพียงอย่างเดียว

ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับข้อเข่าเสื่อมมีหลายด้าน ได้แก่

  • อายุ โครงสร้างของข้อมีโอกาสเปลี่ยนแปลงและเสื่อมตามเวลา
  • น้ำหนักตัว น้ำหนักที่มากขึ้นทำให้ข้อเข่าต้องรับแรงมากขึ้น โดยเฉพาะขณะเดิน ยืน หรือขึ้นลงบันได
  • การใช้งานข้อเข่า การใช้ข้อเข่าซ้ำ ๆ หรือกิจกรรมที่ต้องรับแรงมากเป็นเวลานานอาจเพิ่มภาระต่อข้อ
  • ประวัติการบาดเจ็บ การบาดเจ็บจากอุบัติเหตุ กีฬา หรือโครงสร้างภายในข้ออาจเพิ่มความเสี่ยงในระยะยาว
  • โครงสร้างและแนวการรับน้ำหนักของข้อ แต่ละคนมีลักษณะทางกายวิภาคแตกต่างกัน ซึ่งอาจส่งผลต่อการกระจายแรงภายในข้อ
  • โรคหรือภาวะร่วม เช่น โรคที่ทำให้เกิดการอักเสบภายในข้อ อาจเกี่ยวข้องกับการเสื่อมของข้อในระยะยาว

ข้อเข่าเสื่อมมีกี่ระดับ และแต่ละระดับควรดูแลอย่างไร?

ลักษณะอาการของข้อเข่าเสื่อมอาจแตกต่างกันตั้งแต่เริ่มมีอาการเล็กน้อยจนถึงมีข้อจำกัดในการใช้ชีวิต ตารางต่อไปนี้เป็นภาพรวมเพื่อช่วยให้เข้าใจลักษณะอาการ ไม่ใช่การวินิจฉัยระดับโรคจากอาการเพียงอย่างเดียว

ระยะลักษณะอาการที่อาจพบแนวทางดูแลเบื้องต้น
เริ่มต้นปวดเป็นครั้งคราว โดยเฉพาะเมื่อใช้งานเข่ามากปรับกิจกรรม ออกกำลังกายให้เหมาะสม ควบคุมน้ำหนัก และติดตามอาการ
ปานกลางปวดหรือฝืดบ่อยขึ้น เดิน ยืน หรือลุกนั่งแล้วเริ่มไม่สบายประเมินสาเหตุและระดับปัญหา เพื่อพิจารณาแนวทางเพิ่มเติม
มากปวดต่อเนื่อง เคลื่อนไหวลดลง หรือทำกิจกรรมบางอย่างได้ลำบากพบแพทย์เพื่อประเมินข้อเข่าและวางแผนการดูแล
รุนแรงปวดมาก เคลื่อนไหวลำบาก หรือข้อมีความผิดรูปจนกระทบชีวิตประจำวันควรได้รับการประเมินเพื่อพิจารณาทางเลือกการรักษาที่เหมาะสม

ระดับอาการจากความรู้สึกและระดับความเสื่อมจากภาพถ่ายอาจไม่สอดคล้องกันเสมอไป การวางแผนจึงควรพิจารณาทั้งอาการ การตรวจร่างกาย การเคลื่อนไหว และผลตรวจที่เกี่ยวข้อง

วิธีรักษาข้อเข่าเสื่อมแบบไม่ต้องผ่าตัด มีอะไรบ้าง?

การดูแลข้อเข่าเสื่อมแบบไม่ต้องผ่าตัดมีหลายแนวทาง โดยแต่ละวิธีมีเป้าหมายและข้อจำกัดแตกต่างกัน การเลือกใช้ควรพิจารณาจากอาการ สภาพข้อเข่า การใช้งานข้อ สุขภาพโดยรวม และประวัติการรักษา ไม่ควรเลือกจากชื่อโปรแกรมเพียงอย่างเดียว

เปรียบเทียบทางเลือกในการดูแลข้อเข่าเสื่อม

วิธีเน้นดูแลอะไรสิ่งที่ควรรู้
PRPอาการปวดและการทำงานของข้อในผู้ป่วยบางกลุ่มผลตอบสนองแตกต่างกัน และขึ้นกับวิธีเตรียม PRP
Hyaluronic Acid (HA)อาการปวดและความฝืด โดยอาศัยคุณสมบัติด้านความหนืดและการหล่อลื่นของสารในข้อไม่ได้ทำให้กระดูกอ่อนที่เสื่อมกลับมาเป็นปกติ
Active Knee Therapy by Indibaกล้ามเนื้อและเนื้อเยื่อรอบข้อ ช่วยดูแลความตึงและความไม่สบายไม่ได้แก้ความเสื่อมของข้อเข่าโดยตรง

การฉีดเกล็ดเลือด PRP

Platelet-Rich Plasma หรือ PRP คือการนำเลือดของผู้เข้ารับบริการมาแยกส่วนเพื่อให้ได้พลาสมาที่มีเกล็ดเลือดเข้มข้น ก่อนนำมาฉีดบริเวณข้อเข่าตามแผนการรักษา PRP มี Growth Factors และสารชีวภาพที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการสื่อสารระหว่างเซลล์ จึงมีการศึกษาการนำมาใช้เพื่อดูแลอาการปวดและการทำงานของข้อในผู้ที่มีข้อเข่าเสื่อมบางกลุ่ม

PRP เหมาะกับใคร?

PRP อาจพิจารณาใช้ในผู้ที่มีข้อเข่าเสื่อมบางระดับ โดยแพทย์จะประเมินอาการ ระดับความเสื่อม สุขภาพโดยรวม และแนวทางที่เคยได้รับมาก่อนประกอบการตัดสินใจ

ขั้นตอนการฉีด PRP บริเวณข้อเข่า

  • เก็บเลือด จากผู้เข้ารับบริการในปริมาณที่เหมาะสมกับระบบที่ใช้
  • แยกส่วนเลือด ด้วยกระบวนการปั่นหรือแยกส่วนเพื่อให้ได้พลาสมาที่มีเกล็ดเลือดเข้มข้น
  • เตรียม PRP ตามระบบและเทคนิคที่ใช้
  • ฉีดบริเวณข้อเข่า ตามตำแหน่งและแผนการรักษาที่แพทย์ประเมิน

จำนวนครั้งและระยะห่างระหว่างการรักษาขึ้นอยู่กับชนิดของ PRP อาการ และการประเมินของแพทย์ จึงไม่จำเป็นต้องเหมือนกันทุกคน

การเตรียมตัวก่อนฉีด PRP

  • พักผ่อนให้เพียงพอ
  • ดื่มน้ำตามปกติ
  • ดูแลบริเวณที่จะฉีดให้สะอาดและไม่มีบาดแผลหรือการติดเชื้อ
  • แจ้งแพทย์เกี่ยวกับโรคประจำตัว ยาที่ใช้ และอาหารเสริม

หากใช้ยาที่มีผลต่อการแข็งตัวของเลือดหรือยาต้านการอักเสบ ไม่ควรหยุดยาเอง ควรปรึกษาแพทย์ก่อน

การดูแลหลังฉีด PRP

หลังฉีดอาจมีอาการปวด ตึง หรือบวมบริเวณที่ฉีดชั่วคราวได้ ควรดูแลตามคำแนะนำของแพทย์ ใช้ยาตามที่ได้รับคำแนะนำ และปรึกษาแพทย์ก่อนปรับหรือหยุดยาที่ใช้อยู่เป็นประจำ

การฉีดน้ำไขข้อเทียมด้วยสาร Hyaluronic Acid (HA)

Hyaluronic Acid (HA) เป็นสารที่พบได้ในน้ำไขข้อและมีคุณสมบัติด้านความหนืดและการหล่อลื่นภายในข้อ จึงนำมาใช้ฉีดเข้าข้อเข่าเพื่อช่วยบรรเทาอาการปวดหรือความฝืดในผู้ที่มีข้อเข่าเสื่อมบางราย

สาร HA เหมาะกับใคร?

อาจพิจารณาใช้ในผู้ที่ยังมีอาการปวดหรือฝืดจากข้อเข่าเสื่อมบางราย โดยแพทย์จะประเมินระดับความเสื่อม อาการ และแนวทางการดูแลที่เหมาะสมก่อนเลือกใช้ เนื่องจากการฉีด HA ไม่ได้ทำให้กระดูกอ่อนที่สึกกลับมาเป็นปกติ และไม่ได้เหมาะกับผู้ที่มีข้อเข่าเสื่อมทุกราย

การฉีด HA ทำอย่างไร และต้องฉีดกี่ครั้ง?

จำนวนครั้งขึ้นอยู่กับชนิดของผลิตภัณฑ์ โดยบางชนิดอาจฉีดเพียงครั้งเดียว ขณะที่บางชนิดอาจต้องฉีดต่อเนื่องตามกำหนด แพทย์จะพิจารณาชนิดของผลิตภัณฑ์และวางแผนให้เหมาะกับสภาพข้อเข่าและอาการของแต่ละคน

การเตรียมตัวและดูแลหลังฉีด HA

ก่อนฉีดควรแจ้งแพทย์เกี่ยวกับโรคประจำตัว ยาที่ใช้ และอาหารเสริม รวมถึงหลีกเลี่ยงการใช้งานข้อเข่าอย่างหนักตามคำแนะนำ

หลังฉีดควรหลีกเลี่ยงการออกกำลังกายหนัก เดินระยะไกล หรือกิจกรรมที่ลงน้ำหนักข้อเข่ามากในช่วงแรก หากมีอาการปวด บวม หรือตึงบริเวณที่ฉีด ควรดูแลตามคำแนะนำของแพทย์

การดูแลด้วยโปรแกรม Active Knee Therapy by Indiba

Active Knee Therapy by Indiba เป็นการใช้คลื่นความถี่วิทยุ (RF: Radiofrequency) ที่ความถี่ 448 kHz เพื่อดูแลกล้ามเนื้อและเนื้อเยื่อบริเวณรอบข้อเข่า โดยเน้นเรื่องความตึงและความไม่สบายที่อาจส่งผลต่อการเคลื่อนไหว

พลังงาน RF สามารถส่งผ่านความร้อนเข้าสู่เนื้อเยื่อในระดับที่เหมาะสม ซึ่งอาจช่วยสนับสนุนการไหลเวียนเลือดและการผ่อนคลายกล้ามเนื้อรอบข้อ จึงนำมาใช้เป็นส่วนหนึ่งของการดูแลอาการปวดหรือตึงบริเวณข้อเข่าได้

การเตรียมตัวและดูแลหลังทำโปรแกรม Indiba

ก่อนทำควรแจ้งแพทย์เกี่ยวกับโรคประจำตัวและอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ฝังอยู่ในร่างกาย เพื่อประเมินความเหมาะสม

หลังทำสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ตามคำแนะนำของแพทย์ หากมีอาการร้อน ระคายเคือง หรือไม่สบายบริเวณที่ทำ ควรดูแลตามคำแนะนำ และหลีกเลี่ยงการนวดแรงหรือใช้ความร้อนบริเวณดังกล่าวในช่วงแรก

MSCs คืออะไร?

MSCs เป็นกลุ่มเซลล์ที่พบได้ในเนื้อเยื่อหลายชนิดและได้รับความสนใจในการศึกษาด้านเวชศาสตร์ฟื้นฟู แหล่งที่มาที่มีการศึกษามีหลายรูปแบบ เช่น

  • ไขกระดูก (Bone Marrow)
  • เนื้อเยื่อไขมัน (Adipose Tissue)
  • เนื้อเยื่อสายสะดือ (Umbilical Cord) เช่น Wharton’s Jelly

แหล่งที่มา กระบวนการเตรียม และวิธีนำมาใช้แตกต่างกันตามแนวทางการรักษา จึงควรให้แพทย์อธิบายรายละเอียดและประเมินความเหมาะสมก่อนตัดสินใจ

โปรแกรมรักษาข้อเข่าเสื่อมวิธีไหนเหมาะกับคุณ? แพทย์ประเมินจากอะไร

การเลือกแนวทางดูแลข้อเข่าเสื่อมควรพิจารณามากกว่าอายุหรือระดับความปวด แพทย์จะประเมินข้อมูลหลายด้านเพื่อดูว่าสาเหตุของอาการคืออะไร ข้อเข่ามีปัญหาระดับใด และแนวทางใดมีความเหมาะสม

อาการและระยะเวลาที่เป็น

พิจารณาว่าปวดบริเวณใด ปวดขณะทำกิจกรรมอะไร มีอาการฝืด บวม หรือเคลื่อนไหวจำกัดหรือไม่ รวมถึงอาการเป็นมานานแค่ไหน

การเคลื่อนไหวและผลกระทบต่อชีวิตประจำวัน

ดูว่าสามารถงอและเหยียดเข่าได้มากน้อยเพียงใด เดิน ขึ้นลงบันได หรือลุกนั่งได้ตามปกติหรือไม่ และอาการส่งผลต่อกิจกรรมที่ทำเป็นประจำมากเพียงใด

ประวัติการบาดเจ็บและการใช้งานข้อเข่า

หากเคยได้รับบาดเจ็บจากอุบัติเหตุหรือกีฬา รวมถึงมีลักษณะการใช้งานที่ต้องลงน้ำหนักหรือใช้ข้อเข่าซ้ำ ๆ ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้แพทย์ประเมินปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับอาการได้ละเอียดขึ้น

น้ำหนักตัวและสุขภาพโดยรวม

น้ำหนักตัวมีความสัมพันธ์กับแรงที่ข้อเข่าต้องรับ ขณะเดียวกันโรคประจำตัวบางชนิดอาจเกี่ยวข้องกับอาการหรือมีผลต่อการเลือกแนวทางดูแล

ยาที่ใช้และการรักษาที่เคยได้รับ

ควรแจ้งยาที่ใช้เป็นประจำ อาหารเสริม ประวัติแพ้ยา และวิธีดูแลข้อเข่าที่เคยได้รับ เพราะข้อมูลเหล่านี้อาจมีผลต่อการพิจารณาแนวทางต่อไป

ผลตรวจและภาพถ่ายทางการแพทย์

หากมีผลตรวจหรือภาพถ่าย เช่น X-ray ควรนำมาให้แพทย์พิจารณาร่วมด้วย และหากจำเป็น แพทย์อาจแนะนำการตรวจเพิ่มเติมเพื่อประเมินสภาพข้อเข่าให้ชัดเจนขึ้น

โปรแกรมรักษาข้อเข่าเสื่อมที่ Rassapoom Clinic มีขั้นตอนอย่างไร?

ที่ Rassapoom Clinic การวางแผนดูแลข้อเข่าเริ่มจากการทำความเข้าใจปัญหาของแต่ละบุคคลก่อนเลือกแนวทาง โดยขั้นตอนหลักประกอบด้วย

  1. ซักประวัติและประเมินอาการ ทำความเข้าใจอาการ ระยะเวลาที่เป็น ประวัติการบาดเจ็บ โรคประจำตัว และยาที่ใช้อยู่
  2. ประเมินสภาพและการเคลื่อนไหวของข้อเข่า พิจารณาการใช้งานและข้อจำกัดที่เกิดขึ้น
  3. พิจารณาข้อมูลการตรวจที่เกี่ยวข้อง เช่น ผลตรวจหรือภาพถ่ายทางการแพทย์ หากมีหรือมีความจำเป็น
  4. พูดคุยทางเลือกในการดูแล อธิบายหลักการ ข้อดี ข้อจำกัด และสิ่งที่ควรรู้ของแต่ละแนวทาง
  5. วางแผนการดูแลเฉพาะบุคคล เลือกแนวทางให้สอดคล้องกับปัญหาและเป้าหมายของผู้รับบริการ
  6. ติดตามการตอบสนอง ประเมินอาการและการใช้งานข้อเข่าหลังได้รับการดูแล เพื่อพิจารณาแนวทางในขั้นต่อไป

ทำไมควรเลือกโปรแกรมรักษาข้อเข่าเสื่อมที่ Rassapoom Clinic?

การดูแลข้อเข่าเสื่อมควรให้ความสำคัญกับการประเมินปัญหาก่อนเลือกวิธี Rassapoom Clinic จึงเน้นกระบวนการดูแลที่เป็นระบบ ตั้งแต่การประเมิน วางแผน ไปจนถึงการติดตามผล โดยแนวทางที่ได้รับไม่จำเป็นต้องเหมือนกันในผู้รับบริการทุกคน

ดูแลโดยแพทย์และมีขั้นตอนการประเมินที่เป็นระบบ

แพทย์จะพิจารณาข้อมูลเกี่ยวกับอาการ การเคลื่อนไหว สุขภาพ และปัจจัยที่เกี่ยวข้องก่อนเลือกแนวทางดูแล เพื่อให้การตัดสินใจไม่ได้อาศัยเพียงอาการปวดหรือชื่อโปรแกรม

อธิบายทางเลือกและข้อจำกัดก่อนตัดสินใจ

โปรแกรมรักษาข้อเข่าเสื่อม Knee Osteoarthritis แต่ละวิธีมีเป้าหมาย ข้อจำกัด และผลตอบสนองที่แตกต่างกัน แพทย์จึงควรให้ข้อมูลเกี่ยวกับแนวทางที่เหมาะสม เพื่อให้ผู้รับบริการเข้าใจสิ่งที่สามารถคาดหวังได้ก่อนตัดสินใจ

วางแผนให้เหมาะกับสภาพข้อเข่าและการใช้ชีวิต

การวางแผนจะพิจารณาทั้งปัญหาของข้อเข่า ระดับอาการ สุขภาพโดยรวม และลักษณะการใช้ชีวิต จึงไม่จำเป็นต้องใช้วิธีเดียวกันกับทุกคน

มีการติดตามหลังการดูแล

การติดตามอาการช่วยให้แพทย์ประเมินการตอบสนองต่อแนวทางที่เลือก และพิจารณาว่าควรดูแลต่อหรือปรับแนวทางในด้านใดตามความเหมาะสม

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโปรแกรมรักษาข้อเข่าเสื่อม

โรคข้อเข่าเสื่อมรักษาให้หายขาดได้ไหม?

ข้อเข่าเสื่อมเป็นภาวะที่มีการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างภายในข้อ การดูแลจึงมุ่งเน้นการลดอาการปวด ช่วยให้เคลื่อนไหวและใช้งานข้อได้ดีขึ้น รวมถึงดูแลปัจจัยที่เกี่ยวข้อง มากกว่าการรับประกันว่าจะทำให้ข้อกลับมาเป็นปกติ

ควรเริ่มจากการประเมินสาเหตุและปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ร่วมกับการปรับกิจกรรม ออกกำลังกายหรือบริหารกล้ามเนื้อรอบข้อเข่าอย่างเหมาะสม และควบคุมน้ำหนัก หากยังมีอาการปวดหรือกระทบการใช้ชีวิต แพทย์อาจพิจารณาแนวทางเพิ่มเติมตามความเหมาะสม

การที่ยังเดินได้ไม่ได้หมายความว่าไม่จำเป็นต้องประเมิน หากปวดซ้ำ ๆ ปวดมากขึ้น มีอาการบวม ฝืด หรือเริ่มกระทบการใช้ชีวิต ควรพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุ เนื่องจากอาการปวดเข่าไม่ได้เกิดจากข้อเข่าเสื่อมเพียงอย่างเดียว

ผู้ที่มีข้อเข่าเสื่อมบางรายสามารถดูแลโดยไม่ต้องผ่าตัดได้ โดยอาจใช้การปรับพฤติกรรม การออกกำลังกาย กายภาพบำบัด การใช้ยา หรือการรักษาแบบฉีดตามข้อบ่งชี้ ทั้งนี้ควรเลือกแนวทางตามสภาพข้อเข่าและอาการของแต่ละบุคคล

PRP อาจช่วยลดอาการปวดและสนับสนุนการทำงานของข้อในผู้ป่วยบางกลุ่ม แต่ผลตอบสนองแตกต่างกันในแต่ละคน และขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย รวมถึงวิธีเตรียม PRP และแผนการรักษา

HA อาจช่วยบรรเทาอาการปวดและความฝืดในผู้ที่มีข้อเข่าเสื่อมบางราย แต่ไม่ได้ทำให้กระดูกอ่อนที่เสื่อมกลับมาเป็นปกติ และผลตอบสนองแตกต่างกันในแต่ละคน

ไม่มีจำนวนครั้งที่เหมาะกับทุกคน จำนวนครั้งขึ้นอยู่กับชนิดของสารหรือวิธีรักษา อาการ สภาพข้อเข่า และแผนการรักษาที่แพทย์ประเมิน

ไม่จำเป็นต้องหยุดใช้งานข้อเข่าทั้งหมด การออกกำลังกายที่เหมาะสมสามารถช่วยเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อและสนับสนุนการทำงานของข้อ แต่ควรปรับกิจกรรมให้เหมาะกับอาการ หากปวดหรือบวมมาก ควรลดกิจกรรมที่กระตุ้นอาการและปรึกษาแพทย์หรือนักกายภาพบำบัด

ควรพบแพทย์หากปวดต่อเนื่อง ปวดมากขึ้น มีอาการบวม ฝืด เคลื่อนไหวลำบาก หรืออาการเริ่มกระทบการเดินและกิจวัตรประจำวัน รวมถึงกรณีที่อาการเกิดขึ้นหลังอุบัติเหตุหรือการบาดเจ็บ

แพทย์จะพิจารณาจากอาการ ระดับปัญหาของข้อ การเคลื่อนไหว การใช้งานข้อ ประวัติการบาดเจ็บ การรักษาที่เคยได้รับ โรคประจำตัว ยาที่ใช้ และผลตรวจหรือภาพถ่ายทางการแพทย์ที่เกี่ยวข้อง ก่อนวางแผนแนวทางดูแลที่เหมาะสม

นัดหมายเพื่อรับคำปรึกษา

ทักแชตปรึกษาทางไลน์ หรือฝากข้อมูลติดต่อไว้ เพื่อให้แพทย์ประเมินปัญหาและออกแบบโปรแกรมการดูแลเฉพาะบุคคล
ลงทะเบียนรับสิทธิพิเศษ
Register to receive exclusive privileges Form
ที่ตั้งของเรา
5 สาขา
มาตรฐานเดียวกันในทุกสาขา
ดูแลโดยแพทย์ผู้ชำนาญการ ด้วยมาตรฐานการรักษาเดียวกันในทุกสาขา พร้อมแนวทางการรักษาเฉพาะบุคคล
เพื่อผลลัพธ์ที่ปลอดภัย ดูเป็นสไตล์ธรรมชาติ และได้มาตรฐานในทุกครั้งที่เข้ารับบริการ.
สาขาสุขุมวิท 49
(ใกล้โรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิท) 129/2 ซอย กลาง ถนน สุขุมวิท49 แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพ  10110
สาขาพระราม 2
291 293 299 ถ.พระรามที่ 2 แขวง แสมดำ เขต บางขุนเทียน กรุงเทพ 10150
สาขารัตนาธิเบศร์
(ใกล้ซอยท่าอิฐ) 110/34 ,110/35, ตำบล ไทรม้า, อำเภอเมืองนนทบุรี, นนทบุรี 11000
สาขาเลียบด่วนรามอินทรา
(หลังเซ็นทรัลเฟสติวัล อีสต์วิลล์) 102 นาคนิวาส 6 แขวง ลาดพร้าว เขตลาดพร้าว กรุงเทพ 10230
สาขาทวีวัฒนา
355/2-3 ชั้น 1 แขวงหนองค้างพลู เขตหนองแขม กรุงเทพ 10160
ดีไซน์ความงามเฉพาะบุคคล โดยทีมแพทย์รัสมิ์ภูมิ คลินิกPersonalized Consultation by Rassapoom Clinic
มั่นใจในผลลัพธ์ที่ดูเป็นสไตล์ธรรมชาติ  ด้วยเทคนิคและมาตรฐานสถานพยาบาล โดย นพ.รัสมิ์ภูมิ สุเมธีวิทย์ และทีมแพทย์  ณ Rassapoom Clinic ทั้ง 5 สาขา
เปิดทุกวัน 10:00–20:00 น. · 5 สาขาทั่วกรุงเทพฯ