






ผิวแห้งง่าย แต่งหน้าไม่ค่อยติด ผิวดูไม่สดใส หรือเริ่มรู้สึกว่าความยืดหยุ่นของผิวลดลง? โปรแกรม Profhilo เป็นอีกทางเลือกสำหรับการฟื้นฟูคุณภาพผิว โดยเน้นเรื่องความชุ่มชื้น ความยืดหยุ่น และความเรียบเนียนของผิว จุดเด่นคือการใช้ Hyaluronic Acid (HA) ที่มีความเข้มข้นสูง เพื่อช่วยปรับคุณภาพผิวโดยรวม ให้ผิวดูอิ่มฟูและมีความยืดหยุ่นขึ้น โดยยังคงลักษณะใบหน้าเดิมไว้ การเลือกโปรแกรมควรพิจารณาจากสภาพผิวและปัญหาของแต่ละบุคคล โดยแพทย์เป็นผู้ประเมินความเหมาะสมก่อนการรักษา
โปรแกรมนี้เป็นผลิตภัณฑ์ฉีดที่มี Hyaluronic Acid (HA) เป็นส่วนประกอบหลัก จากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ผลิตโดย IBSA Group โดยพัฒนาขึ้นสำหรับการดูแลคุณภาพผิวโดยรวม และจัดอยู่ในกลุ่มผลิตภัณฑ์ Bio-Remodeling
จุดเด่นของโปรแกรมนี้ อยู่ที่การนำ HA ที่มีน้ำหนักโมเลกุลสูงและต่ำมาอยู่ในสูตรเดียวกัน ผ่านเทคโนโลยี NAHYCO® Hybrid Technology ทำให้มีลักษณะของผลิตภัณฑ์และแนวทางการใช้งานแตกต่างจากโปรแกรมฉีดฟิลเลอร์
โปรแกรม Profhilo มักจัดอยู่ในกลุ่ม Skin Booster อาจมีความใกล้เคียงกับสารกระตุ้นคอลลาเจนอื่นๆ เเต่ความจริงเเล้ว โปรแกรมนี้จัดอยู่ในกลุ่ม Collagen remodeling ที่ช่วยกระตุ้นการจัดเรียงคอลาเจน เเละปรับปรุงคุณภาพผิว พร้อมเติมความชุ่มชื้นในหนึ่งเดียว
หากพิจารณาจากวัตถุประสงค์ในการใช้งานของโปรแกรมจะเน้นการดูแล คุณภาพผิวโดยรวม มากกว่าการเติมเต็มเพื่อสร้างวอลลุ่มหรือปรับรูปหน้าเฉพาะจุด
ส่วนประกอบหลักของโปรแกรม คือ Hyaluronic Acid (HA) โดยมี HA ที่มีน้ำหนักโมเลกุลสูงและน้ำหนักโมเลกุลต่ำรวมอยู่ในสูตรเดียวกัน
โดย HA ทั้งสองลักษณะถูกนำมารวมกันผ่าน NAHYCO® Hybrid Technology ซึ่งเป็นเทคโนโลยีเฉพาะของผลิตภัณฑ์ และไม่ใช้ BDDE (1,4-Butanediol Diglycidyl Ether) ซึ่งเป็นสารที่ใช้เชื่อมโครงสร้างของ HA ในผลิตภัณฑ์โปรแกรมฟิลเลอร์บางประเภท
ลักษณะของสูตรดังกล่าวเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้โปรแกรมนี้ มีรูปแบบการใช้งานแตกต่างจากโปรแกรมฉีดฟิลเลอร์ ซึ่งออกแบบมาเพื่อการเติมเต็มและเพิ่มวอลลุ่มในบริเวณที่ต้องการ
หลังฉีดแล้ว ตัวผลิตภัณฑ์จะกระจายตัวในบริเวณเนื้อเยื่อรอบจุดฉีด โดยอาศัยคุณสมบัติของ HA และเทคโนโลยี NAHYCO® Hybrid Technology ซึ่งเกี่ยวข้องกับการทำงานของผิวในหลายด้าน ตั้งแต่การเพิ่มความชุ่มชื้น ไปจนถึงการสนับสนุนกระบวนการสร้างองค์ประกอบสำคัญของผิว
NAHYCO® Hybrid Technology เป็นเทคโนโลยีที่ใช้ในการรวม HA ที่มีน้ำหนักโมเลกุลสูงและน้ำหนักโมเลกุลต่ำไว้ในสูตรเดียวกัน โดยอาศัยกระบวนการทางความร้อนเพื่อให้เกิดโครงสร้างของ HA ในรูปแบบเฉพาะของผลิตภัณฑ์
ลักษณะของสูตรดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้โปรแกรมนี้แตกต่างจากผลิตภัณฑ์ HA ที่ออกแบบมาเพื่อการเติมเต็มโดยตรง และสอดคล้องกับแนวทาง Bio-Remodeling ที่เน้นการดูแลคุณภาพของผิวมากกว่าการสร้างวอลลุ่มเฉพาะจุด
เมื่อ HA กระจายตัวในบริเวณที่ฉีด จะช่วยเพิ่มสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อ ความชุ่มชื้นของผิว ขณะเดียวกันกระบวนการทางชีวภาพที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์มีส่วนในการสนับสนุนการทำงานของเซลล์ผิว โดยเฉพาะ Fibroblast ซึ่งเกี่ยวข้องกับการสร้างคอลลาเจนและอีลาสติน
ผลที่ต้องการจึงไม่ได้มุ่งเน้นการเพิ่มวอลลุ่ม แต่เป็นการดูแลองค์ประกอบของผิวที่เกี่ยวข้องกับ ความชุ่มชื้น ความยืดหยุ่น และความเรียบเนียน โดยระดับการเปลี่ยนแปลงที่สังเกตได้ขึ้นอยู่กับสภาพผิวและการตอบสนองของแต่ละบุคคล
การฉีดบนใบหน้ามีแนวทางกำหนดตำแหน่งที่เรียกว่า Bio Aesthetic Points (BAP) ซึ่งเป็นจุดฉีดมาตรฐานที่ออกแบบตามลักษณะการกระจายตัวของผลิตภัณฑ์ในบริเวณใบหน้า
หลังฉีด HA สามารถกระจายตัวออกจากบริเวณจุดฉีดเข้าสู่เนื้อเยื่อโดยรอบ จึงไม่ใช่การฉีดเพื่อสร้างก้อนหรือเพิ่มวอลลุ่มเฉพาะตำแหน่งเหมือนโปรแกรมฉีดฟิลเลอร์ การเลือกตำแหน่งและปริมาณที่ใช้ควรอยู่ภายใต้การประเมินของแพทย์
ช่วยดูแลคุณภาพผิวในหลายด้าน โดยเน้นเรื่องความชุ่มชื้น ความยืดหยุ่น และความเรียบเนียนของผิว เหมาะกับผู้ที่เริ่มรู้สึกว่าผิวแห้ง ขาดความยืดหยุ่น ดูไม่สดใส หรือมีริ้วรอยตื้น ๆ โดยการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล
ประโยชน์ที่อาจได้รับจากการดูแลด้วยโปรแกรมนี้ ได้แก่
เหมาะกับผู้ที่ต้องการดูแล คุณภาพผิว ความชุ่มชื้น และความยืดหยุ่นของผิว โดยไม่เน้นการเพิ่มวอลลุ่มหรือปรับเปลี่ยนรูปหน้า
การพิจารณาไม่จำเป็นต้องดูจากอายุเพียงอย่างเดียว แต่ควรประเมินจากสภาพผิว ปัญหา และเป้าหมายของแต่ละบุคคลร่วมกัน
โดยลักษณะที่อาจเหมาะกับการพิจารณาทำ ได้แก่
ในกรณีที่มีปัญหาหลุมสิว รูขุมขน หรือรอยแผลเป็น อาจต้องพิจารณาวิธีดูแลอื่นร่วมด้วย เนื่องจากปัญหาเหล่านี้มีสาเหตุและระดับความรุนแรงแตกต่างกัน
โปรแกรมฉีดเพื่อดูแลผิวและใบหน้าแต่ละประเภทมีจุดประสงค์แตกต่างกัน การเลือกจึงควรเริ่มจากปัญหาที่ต้องการดูแลและผลลัพธ์ที่ต้องการ มากกว่าดูว่าโปรแกรมใดเหมาะกับทุกคน
| โปรแกรม / กลุ่มผลิตภัณฑ์ | เน้นดูแลเรื่อง | เหมาะกับสภาพผิวแบบไหน |
| โปรแกรม Profhilo | ความชุ่มชื้น ความยืดหยุ่น และคุณภาพผิว | ผิวแห้ง ขาดความยืดหยุ่น หรือเริ่มมีปัญหาผิวหย่อนคล้อย |
| กลุ่ม Skin Booster | เติมความชุ่มชื้นและดูแลคุณภาพผิว | ผิวแห้ง ขาดน้ำ หรือดูไม่สดใส โดยขึ้นอยู่กับชนิดของผลิตภัณฑ์ |
| โปรแกรมฉีดฟิลเลอร์ | เติมเต็มและเพิ่มวอลลุ่ม | มีการสูญเสียวอลลุ่ม หรือมีจุดที่ต้องการเติมเต็ม เช่น ร่องหรือบริเวณที่ตอบ |
| โปรแกรม Sculptra | กระตุ้นการสร้างคอลลาเจน | ผิวเริ่มสูญเสียความแน่นและความยืดหยุ่นจากคอลลาเจนที่ลดลง |
| โปรแกรม Rejuran | ดูแลคุณภาพและสภาพผิว | ผู้ที่ต้องการดูแลปัญหาผิวบางประเภท โดยพิจารณาตามข้อบ่งใช้ของผลิตภัณฑ์ |
หมายเหตุ: การเลือกโปรแกรมจึงไม่จำเป็นต้องมองว่าแบบใดดีกว่า แต่ควรเลือกให้ตรงกับปัญหาผิวและเป้าหมายที่ต้องการดูแล โดยแพทย์จะประเมินสภาพผิวและโครงสร้างใบหน้าก่อนวางแผนให้เหมาะกับแต่ละบุคคล
สามารถใช้ดูแลผิวได้ทั้งบริเวณใบหน้า ลำคอ และบางบริเวณของร่างกาย โดยตำแหน่งที่ฉีดจะขึ้นอยู่กับสภาพผิว ปัญหาที่ต้องการดูแล และการประเมินของแพทย์
ใบหน้าเป็นบริเวณที่นิยมฉีด โดยเน้นดูแลผิวที่แห้ง ขาดความยืดหยุ่น หรือมีริ้วรอยตื้น ๆ โดยไม่ได้มีเป้าหมายหลักในการเติมวอลลุ่มหรือปรับรูปหน้าแบบโปรแกรมฉีดฟิลเลอร์ บริเวณที่สามารถดูแลด้วยโปรแกรมนี้ ได้แก่
ลำคอเป็นอีกบริเวณที่สามารถใช้โปรแกรมนี้เพื่อดูแลคุณภาพผิวได้ โดยเฉพาะเมื่อผิวเริ่มแห้ง ขาดความยืดหยุ่น หรือมีริ้วรอยตื้น ๆ การดูแลบริเวณลำคอจะเน้นคุณภาพผิวมากกว่าการเติมวอลลุ่มหรือปรับรูปทรง โดยแพทย์จะประเมินสภาพผิวและวางแผนตำแหน่งฉีดให้เหมาะกับแต่ละบุคคล
นอกจากใบหน้าและลำคอแล้ว ยังมีการกล่าวถึงการใช้โปรแกรมนี้ในบริเวณอื่น เช่น
ทั้งนี้ บริเวณที่สามารถใช้และแนวทางการฉีดอาจแตกต่างกันตามข้อมูลผลิตภัณฑ์และแนวทางการใช้งานในแต่ละประเทศ
ก่อนฉีด ควรแจ้งข้อมูลสุขภาพ ยาที่ใช้อยู่ และสภาพผิวให้แพทย์ทราบ เพื่อให้แพทย์ประเมินความเหมาะสมและวางแผนการฉีดได้อย่างเหมาะสม โดยสิ่งที่ควรเตรียมตัวมีดังนี้
หลังฉีด ผู้เข้ารับบริการสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ตามความเหมาะสม แต่ในช่วงแรกควรลดกิจกรรมที่อาจกระตุ้นให้บริเวณฉีดเกิดการระคายเคือง บวม หรือแดง โดยสามารถดูแลตามแนวทางต่อไปนี้
หมายเหตุ: ระยะเวลาในการงดกิจกรรมต่าง ๆ อาจแตกต่างกันตามบริเวณที่ฉีด เทคนิคที่ใช้ และสภาพผิวของแต่ละบุคคล จึงควรยึดคำแนะนำของแพทย์ผู้ดูแลเป็นหลัก
การทำหัตถการควรเริ่มจากการประเมินสภาพผิวและการวางแผนโดยแพทย์ เพราะสภาพผิว ปัญหา และเป้าหมายของแต่ละคนแตกต่างกัน การเลือกโปรแกรมจึงควรพิจารณาความเหมาะสมเป็นรายบุคคล ไม่ใช่เลือกจากผลิตภัณฑ์เพียงอย่างเดียว ที่ Rassapoom Clinic ให้ความสำคัญกับการประเมินก่อนฉีด แพทย์จะพิจารณาสภาพผิว ปัญหาที่ต้องการดูแล และบริเวณที่ต้องการฉีด เพื่อวางแนวทางให้เหมาะกับแต่ละบุคคล
Rassapoom Clinic ให้ความสำคัญกับมาตรฐานการดูแลและแนวทางการรักษาที่เป็นระบบ โดยแพทย์จะประเมินและวางแผนการฉีดตามหลักการของคลินิก เพื่อให้การดูแลในแต่ละสาขาเป็นไปในทิศทางเดียวกัน
ทั้งตำแหน่งฉีด ปริมาณ และเทคนิคที่ใช้ ควรพิจารณาจากสภาพผิวและลักษณะของแต่ละบุคคล จึงไม่ควรใช้รูปแบบเดียวกันกับทุกคน
โปรแกรม Profhilo เหมาะกับการดูแลคุณภาพผิวในลักษณะที่แตกต่างจากโปรแกรมที่เน้นการเติมวอลลุ่มหรือปรับรูปหน้า ดังนั้นก่อนฉีด แพทย์จะประเมินว่าปัญหาหลักและเป้าหมายของผู้รับบริการเหมาะกับโปรแกรมนี้หรือควรพิจารณาแนวทางอื่น
แนวคิดสำคัญคือ เริ่มจากปัญหาผิวก่อนเลือกโปรแกรม เพื่อให้การวางแผนการดูแลสอดคล้องกับสิ่งที่ต้องการแก้ไขมากที่สุด
ในการทำหัตถการบริเวณต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นผิวบริเวณใบหน้า ลำคอ หรือบริเวณอื่นอาจมีลักษณะและปัญหาที่แตกต่างกัน แพทย์จึงควรประเมินเป็นรายบริเวณก่อนวางแผนการฉีด
การประเมินอย่างละเอียดช่วยให้แพทย์เลือกแนวทางการดูแลให้เหมาะกับสภาพผิวและความต้องการของแต่ละบุคคล โดยคำนึงถึงทั้งปัญหาที่ต้องการดูแลและความเหมาะสมของโปรแกรม
โปรแกรมนี้คือโปรแกรมฉีดสารไฮยาลูโรนิกแอซิด (HA) เพื่อดูแลคุณภาพผิว โดยเน้นเรื่องความชุ่มชื้น ความยืดหยุ่น และผิวที่ดูเรียบเนียนขึ้น
ช่วยดูแลคุณภาพผิวในด้านความชุ่มชื้น ความยืดหยุ่น และความเรียบเนียนของผิว โดยผลที่ได้แตกต่างกันในแต่ละบุคคล
โปรแกรม Profhilo เน้นดูแล คุณภาพผิว ส่วนโปรแกรมฉีดฟิลเลอร์มีจุดประสงค์หลักในการเติมเต็มหรือปรับวอลลุ่มในบริเวณที่ต้องการ จึงเหมาะกับปัญหาที่แตกต่างกัน
ทั้งสองกลุ่มใช้สำหรับดูแลคุณภาพผิว แต่สารที่ใช้คุณสมบัติ และเทคนิคการฉีดแตกต่างกันในแต่ละผลิตภัณฑ์ จึงควรเลือกตามสภาพผิวและเป้าหมายที่ต้องการดูแล
โปรแกรม Profhilo ใช้สาร HA เพื่อดูแลคุณภาพผิว ขณะที่โปรแกรม Sculptra ใช้สาร PLLA ซึ่งมีคุณสมบัติกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน ทั้งสองโปรแกรมจึงมีแนวทางการดูแลที่แตกต่างกัน
เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการดูแลคุณภาพผิว เช่น ผิวขาดความชุ่มชื้น ความยืดหยุ่นลดลง หรือผิวเริ่มดูไม่เรียบเนียน ทั้งนี้ควรให้แพทย์ประเมินก่อนฉีด
โดยทั่วไปแนะนำให้ฉีด 2 ครั้ง และห่างกันประมาณ 1 เดือน หลังจากนั้นอาจพิจารณาฉีดซ้ำทุก 6–12 เดือน ตามสภาพผิวและคำแนะนำของแพทย์
สามารถเริ่มสังเกตการเปลี่ยนแปลงของผิวได้ประมาณ 1–2 เดือนหลังฉีด โดยผลลัพธ์และระยะเวลาที่เห็นความเปลี่ยนแปลงแตกต่างกันในแต่ละบุคคล
ผลลัพธ์สามารถคงอยู่ได้ประมาณ 6–9 เดือน ขึ้นอยู่กับสภาพผิวและการดูแลของแต่ละบุคคล โดยแพทย์อาจแนะนำการฉีดซ้ำทุก 6–12 เดือน
การฉีดโปรแกรมนี้ ใช้การฉีด 10 จุดทั่วใบหน้า หรือ 5 จุดต่อข้าง อาจรู้สึกเจ็บหรือแสบเล็กน้อยขณะฉีด และแพทย์อาจพิจารณาใช้ยาชาเฉพาะที่ตามความเหมาะสม
ภายใน 1–2 วัน อาการบวมจะค่อย ๆ ลดลง ส่วนตุ่มนูนบริเวณจุดฉีดอาจเห็นได้ชั่วคราวและจะค่อย ๆ ยุบลงตามการฟื้นตัวของแต่ละบุคคล
อาจพบอาการบวม แดง เจ็บ ตึง หรือมีรอยช้ำบริเวณที่ฉีด ซึ่งมักเป็นอาการชั่วคราว หากมีอาการผิดปกติหรือรุนแรง ควรรีบพบแพทย์เพื่อประเมินอาการ
ควรหลีกเลี่ยงเลเซอร์หรือทรีตเมนต์ที่ใช้ความร้อนประมาณ 1–2 สัปดาห์ หลังฉีด หรือตามคำแนะนำของแพทย์ เพื่อให้ผิวบริเวณที่ฉีดได้ฟื้นตัวอย่างเหมาะสม
โปรแกรมนี้ไม่ใช่โปรแกรมสำหรับรักษาหรือเติมเต็มหลุมสิวโดยตรง แต่อาจช่วยให้ผิวมีคุณภาพและความเรียบเนียนขึ้น ทำให้หลุมสิวตื้นดูดีขึ้นในบางราย ส่วนหลุมสิวที่ลึกควรประเมินแนวทางการดูแลเฉพาะโดยแพทย์




