






โปรแกรม Vaginal Reju คือทางเลือกใหม่ทางการแพทย์ที่ออกแบบมาเพื่อดูแลและฟื้นฟูโครงสร้างเนื้อเยื่อบริเวณจุดซ่อนเร้นโดยเฉพาะ เพื่อตอบโจทย์ปัญหาความเปลี่ยนแปลงของสรีระที่ผู้หญิงหลายท่านต้องเผชิญเมื่ออายุเพิ่มมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นปัญหาความไม่กระชับ ภาวะแห้งระคายเคือง หรืออาการปัสสาวะเล็ด ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยที่บั่นทอนความมั่นใจและส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันรวมถึงสุขภาวะโดยรวมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
หลายท่านอาจรู้สึกกังวลและมองว่าเป็นเรื่องน่าอายที่จะปรึกษาแพทย์ แต่ในความเป็นจริงแล้ว ปัญหาเหล่านี้เป็นความเปลี่ยนแปลงทางสรีระที่เกิดขึ้นได้ตามธรรมชาติ ไม่ได้เกิดจากพฤติกรรมการใช้งานหนักอย่างที่หลายคนเข้าใจผิด และสามารถรับการดูแลได้อย่างตรงจุดด้วยวิทยาการทางการแพทย์ในปัจจุบัน
การดูแลด้วยโปรแกรมนี้จะช่วยคืนความสมดุลให้แก่สรีระ ฟื้นบำรุงลึกถึงชั้นเนื้อเยื่อโดยไม่ต้องพึ่งพาขั้นตอนการผ่าตัด ไม่ต้องพักฟื้นนาน ทำให้ผู้รับบริการสามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันตามปกติได้อย่างรวดเร็วและมั่นใจอีกครั้ง
ปัญหาความหย่อนคล้อยและขาดความชุ่มชื้น มักมีสาเหตุหลักมาจากการลดลงของฮอร์โมนเอสโตรเจน (Estrogen) ซึ่งเป็นฮอร์โมนเพศหญิงที่มีความสำคัญในการควบคุมระบบสืบพันธุ์ เมื่ออายุเพิ่มขึ้นหรือเข้าสู่วัยหมดประจำเดือน ร่างกายจะผลิตฮอร์โมนชนิดนี้น้อยลง ส่งผลให้การสร้างคอลลาเจนและอีลาสตินในเยื่อบุช่องคลอดลดลงตามไปด้วย เมือกหลั่งจึงน้อยลงและเกิดภาวะช่องคลอดแห้ง
นอกจากนี้ การตั้งครรภ์ การคลอดบุตรด้วยวิธีธรรมชาติ ภาวะน้ำหนักตัวเกินมาตรฐาน หรือโรคประจำตัวที่มีอาการไอเรื้อรัง หอบหืด ล้วนเป็นปัจจัยที่สร้างแรงดันในช่องท้อง ส่งผลให้กล้ามเนื้อและเส้นเอ็นบริเวณอุ้งเชิงกรานเกิดการยืดขยายและสูญเสียความยืดหยุ่น
เมื่อกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานที่ทำหน้าที่พยุงอวัยวะภายในและท่อปัสสาวะอ่อนแอลง อาการที่ตามมาจึงรวมถึงความรู้สึกหลวม ระคายเคือง และปัญหาปัสสาวะเล็ดเมื่อเกิดแรงดันในช่องท้อง เช่น เวลาไอ จาม หรือออกกำลังกาย ซึ่งกลไกของหูรูดท่อปัสสาวะไม่สามารถต้านทานแรงดันได้
1.นื่องจากการมีอายุที่เพิ่มมากขึ้น จึงมีส่วนในการทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน กระเพาะปัสสาวะด้วยเหตุนี้จึงกระเพาะปัสสาวะเกิดการบรรจุน้ำปัสสาวะได้น้อยลง
2.เมื่อเข้าสู่หรืออยู่ในวัยหมดประจำเดือน โดยร่างกายที่อยู่ในวัยหมดประจำเดือนร่างกายมีการจะผลิตฮอร์โมนเอสโตรเจนได้ในจำนวนที่น้อยลงกว่าเดิม ซึ่งฮอร์โมนเอสโตรเจนนี้จะเป็นส่วนช่วยให้เยื่อบุที่อยู่ในกระเพาะปัสสาวะและท่อปัสสาวะมีความแข็งแรง เมื่อร่างกายผลิตฮอร์โมนเอสโตรเจนน้อยลงจึงทำให้เยื่อบุในกระเพาะปัสสาวะเกิดการเสื่อมสภาพลงนั่นเอง
3.ในกรณีที่คุณแม่ทำการคลอดบุตร จึงอาจจะส่งผลให้กล้ามเนื้อที่ทำหน้าที่ในการควบคุมกระเพาะปัสสาวะได้เกิดการอ่อนแอลง จนส่งผลให้กล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานหย่อนลง
4.มีน้ำหนักตัวมาก เนื่องจากการมีไขมันส่วนเกินในร่างกายที่มากเกินไป ไขมันจะเข้าไปกดทับในบริเวณท้องน้อย ทั้งยังเพิ่มแรงกดทับลงบนส่วนของกระเพาะปัสสาวะ ทำให้มีการบีบตัวจึงทำให้น้ำปัสสาวะไหลเล็ดออกมาได้
ภาวะอุ้งเชิงกรานหย่อน หรือ Pelvic organ prolapse หรือตัวย่อว่า POP อาการนี้ส่วนใหญ่มักพบในผู้หญิงที่อยู่ในวัยหมดประจำเดือนหรือในผู้สูงอายุ ที่ร่างกายเริ่มมีการอ่อนแรงของกล้ามเนื้อหรือเนื้อเยื่อเกี่ยวพันรวมทั้งเส้นเอ็นบริเวณอุ้งเชิงกราน จึงทำให้อวัยวะภายในบริเวณอุ้งเชิงกรานได้เกิดการหย่อนคล้อยลงมาจนทำให้มีการทำงานได้แย่ลง ส่งผลให้เกิดอากรปัสสาวะเล็ดได้ด้วย
เมื่อเส้นเอ็น เส้นประสาท รวมทั้งกล้ามเนื้อภายในที่อยู่ด้านในอุ้งเชิงกรานได้เกิดการเสื่อมสภาพลงจากปัจจัยหลายอย่างอันเนื่องมาจาก
การเสื่อมสมรรถภาพทางเพศเป็นอาการที่สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคนทั้งหญิงและชาย โดยในผู้หญิงเกิดได้จากหลายเหตุผลโดยจำแนกได้ดังนี้
โรคประจำตัวบางชนิดส่งผลให้ผู้หญิงบางคนได้เกิดการเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ โดยมากมักเป็นโรคที่จัดอยู่ในกลุ่มโรคเรื้อรังอันได้แก่ ภาวะโรคอ้วน ไขมันในเลือดสูง เบาหวาน รวมทั้งความดันโลหิตสูง เป็นต้น
ความเครียดหรือโรคเครียดก็เป็นอีกหนึ่งสาเหตุของการเสื่อมสมรรถภาพทางเพศในผู้หญิงได้เช่นกัน เนื่องจากเมื่อเรามีความเครียดเมื่อไรร่างกายจะเกิดการสร้างฮอร์โมนคอติซอล (Cortisol) ออกมากโดยฮอร์โมนคอติซอลเป็นฮอร์โมนเกิดขึ้นจากต่อมหมวกไต (Adrenal glands) และจัดเป็นสเตียรอยด์ฮอร์โมน (Steroid hormones) เช่นเดียวกับเทสโทสเทอโรน เอสโตรเจน และโปรเจสเตอร์โรน หรือที่เรียกกันว่าฮอร์โมนเพศ
ปกติร่างกายจะมีการสร้างฮอร์โมนในกลุ่มนี้ให้เกิดการสมดุลกัน และจะผลิตฮอร์โมนคอติซอลมากขึ้นเพื่อรับมือกับความเครียดที่เกิดขึ้นมากเกินไป ผลของการผลิตฮอร์โมนคอติซอลมากขึ้นก็คือฮอร์โมนเพศจะถูกผลิตได้น้อยลง จึงทำให้ความเครียดส่งผลต่อการเสื่อมสมรรถภาพทางเพศนั่นเอง
ยารักษาโรคบางชนิด เช่น ยาจำพวกยาต้านอาการซึมเศร้าอย่าง anticholinergics , ยาที่จัดอยู่กลุ่มแอนตี้ฮีสตามีน ยากลุ่มที่ช่วยลดความดันโลหิตสูง เบต้า-บล็อกเกอร์ รวมถึงยาในกลุ่ม antihypertensives นอกจากนี้การได้รับสารนิโคตินจากการสูบบุหรี่เป็นระยะเวลานานๆ รวมทั้งการดื่มแอลกอฮอล์ก็เป็นผลให้เกิดการเสื่อมสมรรถภาพทางเพศด้วย
คู่ครองหรือคู่นอนที่ขาด ความเข้าใจจัดเป็นอีกหนึ่งวัตถุประสงค์ที่ทำให้ไม่เกิดอาการอยากมีเพศสัมพันธ์ไปจนถึงการเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ เพราะความที่ไม่เข้าใจความต้องการที่แท้จริงของผู้หญิง หรือการไม่ได้รับความสุข จากการมีเพศสัมพันธ์ ท้ายที่สุดจะทำให้ผู้หญิงเกิดความเบื่อหน่าย จนหมดความอยากมีเพศสัมพันธ์ไปในที่สุด

โปรแกรม Vaginal Reju คือเทคโนโลยีทางการแพทย์ในการฟื้นฟูและกระชับช่องคลอด โดยเป็นการผสานพลังงานคลื่นวิทยุ (Monopolar Radiofrequency) และคลื่นเสียงความถี่สูง (Ultrasound) เข้าด้วยกัน เพื่อฟื้นฟูสุขภาพจุดซ่อนเร้นอย่างล้ำลึกทั้งภายในและภายนอก
กลไกการทำงานของเครื่องมือจะใช้เทคโนโลยี Volumetric Heating ปล่อยพลังงานความร้อนอย่างสม่ำเสมอแบบ 360 องศาลงสู่ชั้นเนื้อเยื่อผ่านอุปกรณ์หัวทิป (Total Femme Rejuvenation) ที่ออกแบบมาให้มีความจำเพาะเจาะจงกับจุดที่บอบบางของผู้หญิง
การส่งผ่านพลังงานความร้อนที่เหมาะสม จะช่วยเพิ่มการไหลเวียนโลหิตบริเวณเยื่อบุผนังช่องคลอด กระตุ้นให้เกิดการสร้างคอลลาเจนและอีลาสตินตามธรรมชาติ (Natural Collagen Production) ส่งผลให้โครงสร้างเนื้อเยื่อมีความหนาตัว อวบอิ่ม ยืดหยุ่น และคืนความชุ่มชื้น
ระบบนี้ยังช่วยกระตุ้นกระบวนการฟื้นฟูสรีระภายนอก (Labial Remodelling) และความกระชับภายใน (Vaginal Tightening) ไปพร้อมกัน โดยมีระบบควบคุมพลังงานอัจฉริยะ Energy Flow Control (EFC™) ที่ช่วยรักษาความเสถียรของคลื่นพลังงาน ทำให้การรักษามีความปลอดภัยสูง


บริการ โปรแกรม Vaginal Reju ได้รับการออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ผู้ที่มีความกังวลด้านสุขภาวะทางเพศและโครงสร้างจุดซ่อนเร้น โดยเหมาะสำหรับบุคคลดังต่อไปนี้
เพื่อให้การทำหัตถการตอบสนองต่อพลังงานความร้อนได้ดีและเกิดประสิทธิภาพสูงสุด ผู้รับบริการควรปฏิบัติตามคำแนะนำทางการแพทย์อย่างเคร่งครัด ดังนี้

การรับบริการ โปรแกรม Vaginal Reju ใช้เวลาในการทำแต่ละครั้งเพียง 8-15 นาที ผู้รับบริการมักสามารถสัมผัสถึงความเปลี่ยนแปลงได้ในระดับหนึ่งตั้งแต่ครั้งแรกที่ทำหัตถการ โดยไม่กระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน
เพื่อการฟื้นฟูโครงสร้างอย่างเต็มประสิทธิภาพ แพทย์มักแนะนำให้ทำต่อเนื่องสัปดาห์ละ 1 ครั้ง จนครบจำนวนคอร์สที่ประเมินไว้ โดยทั่วไปผลลัพธ์ของการสร้างคอลลาเจนและอีลาสตินใหม่จะสามารถคงสภาพอยู่ได้นานสูงสุดถึง 1 ปี ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับอายุ การดูแลตนเอง และพฤติกรรมการใช้ชีวิต
การฟื้นฟูโครงสร้างสรีระให้ได้ผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพและปลอดภัย จำเป็นต้องอาศัยการประเมินอย่างละเอียด ที่ Rassapoom Clinic ทีมแพทย์ผู้ชำนาญการจะประยุกต์ใช้หลักการประเมินแบบองค์รวม (Holistic Face Design) ซึ่งเป็นหัวใจหลักในการวิเคราะห์โครงสร้างใบหน้า มาปรับใช้ในการประเมินสรีระจุดซ่อนเร้นอย่างเป็นระบบ
แพทย์จะไม่มองเพียงแค่การแก้ไขอาการช่องคลอดหลวมหรือปัสสาวะเล็ดเฉพาะจุด แต่จะทำการวิเคราะห์ความสมดุลของเนื้อเยื่อโดยรอบ สภาพความหย่อนคล้อยของอุ้งเชิงกราน และลักษณะทางสรีรวิทยาของแต่ละบุคคลอย่างรอบด้าน เพื่อค้นหาต้นตอของปัญหา
การประเมินแบบองค์รวมนี้ช่วยให้แพทย์สามารถวางแผนการส่งผ่านพลังงานได้อย่างแม่นยำ ครอบคลุมทั้งการปรับปรุงโครงสร้างภายในและการฟื้นฟูสรีระภายนอก คลินิกเลือกใช้เครื่องมือที่ได้รับการรับรองมาตรฐานจาก US FDA ทำให้ผลลัพธ์มีความสอดคล้องกับธรรมชาติและตอบโจทย์ปัญหาได้อย่างตรงจุด
ในระหว่างการทำหัตถการ ผู้รับบริการจะรู้สึกถึงความอุ่นบริเวณที่เครื่องมือสัมผัสเนื้อเยื่อเท่านั้น เทคโนโลยีถูกออกแบบมาให้มีความปลอดภัยสูง จึงไม่มีอาการแสบร้อนหรือความเจ็บปวดรุนแรง ทำให้รู้สึกผ่อนคลายตลอดการรับบริการ
การผ่าตัดรีแพร์เป็นการผ่าตัดซ่อมแซมเนื้อเยื่อ ซึ่งต้องใช้เวลาพักฟื้นนานถึง 3 เดือน ต้องสวนท่อปัสสาวะ และมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ ในขณะที่โปรแกรมนี้ใช้พลังงานคลื่นความถี่ในการฟื้นฟูเนื้อเยื่อ ไม่มีแผล ไม่ต้องพักฟื้น และกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ทันที
โปรแกรมนี้เป็นเทคโนโลยีที่พัฒนาต่อยอด โดยผสาน 2 พลังงาน (คลื่นวิทยุและอัลตราซาวด์) เข้าด้วยกัน ทำให้สามารถกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนได้สูงถึง 40% (เทียบกับ Exilis ที่ 29%) และระบบของตัวเครื่องยังช่วยลดความร้อนที่สัมผัสผิวด้านบนได้ถึง 20% ทำให้มีความปลอดภัยสูงกว่า
หัตถการนี้ไม่เหมาะกับผู้ที่มีภาวะช่องคลอดหรืออุ้งเชิงกรานหย่อนคล้อยในระดับที่รุนแรงมากจนเกินขอบเขตที่เครื่องมือเลเซอร์จะฟื้นฟูได้ ซึ่งในกรณีดังกล่าวแพทย์จะประเมินโครงสร้างและแนะนำให้พิจารณาทางเลือกอื่นทางการแพทย์ที่เหมาะสมกว่า

หมอเมเม่
พญ.พัชรี พงษ์สาริกรรณ์
แพทย์ผิวหนังเฉพาะทาง ( ว.69355 )




