โปรแกรม Oligio คืออะไร? รู้จักเทคโนโลยี Monopolar RF ดูแลความกระชับและผิวให้ดูเรียบเนียน

บางครั้งปัญหาผิวไม่ได้เริ่มจากความหย่อนคล้อยที่เห็นชัด แต่เริ่มจากความรู้สึกว่า กรอบหน้าไม่คมเหมือนเดิม ผิวไม่ค่อยเฟิร์ม และผิวดูไม่เรียบเนียน จนส่องกระจกแล้วรู้สึกว่าใบหน้าดูเปลี่ยนไปโดยไม่ทันสังเกต ซึ่งโปรแกรม Oligio เป็นอีกทางเลือกสำหรับคนที่ต้องการดูแลปัญหาเหล่านี้

การทำความเข้าใจว่าในการทำโปรแกรมนี้ จะใช้พลังงานอะไร ทำงานอย่างไร และเหมาะกับปัญหาผิวแบบไหน จะช่วยให้วางแผนการดูแลได้ตรงกับสภาพผิวมากขึ้น

มาทำความรู้จักโปรแกรม Oligio คืออะไร?

โปรแกรม Oligio คือการดูแลผิวด้วยเทคโนโลยีคลื่นวิทยุ (Radiofrequency: RF) แบบ Monopolar RF โดยส่งพลังงานเข้าสู่ชั้นเนื้อเยื่อบริเวณที่ต้องการดูแล เพื่อให้เกิดความร้อนภายในเนื้อเยื่อ ความร้อนที่เกิดขึ้นมีส่วนช่วยดูแลกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับคอลลาเจน จึงนำมาใช้เพื่อดูแลความกระชับและคุณภาพผิว

โดยโปรแกรมนี้เหมาะสำหรับผู้ที่รู้สึกว่าผิวเริ่มไม่เฟิร์ม กรอบหน้าดูไม่ชัด หรือมีความหย่อนคล้อยในระดับที่ต้องการดูแล ทั้งนี้ การเลือกแนวทางการทำควรพิจารณาจากสภาพผิว โครงสร้างใบหน้า และปัญหาของแต่ละบุคคล โดยแพทย์จะเป็นผู้ประเมินและวางแผนให้เหมาะกับแต่ละเคส

Monopolar RF คืออะไร?

Monopolar RF (Monopolar Radiofrequency) คือรูปแบบการส่งพลังงานคลื่นวิทยุที่ใช้ขั้วส่งพลังงานจากหัวเครื่องร่วมกับเส้นทางการไหลของพลังงานผ่านเนื้อเยื่อไปยังแผ่นรับพลังงาน ทำให้เกิดความร้อนภายในเนื้อเยื่อตามคุณสมบัติของพลังงาน RF

จุดสำคัญของ Monopolar RF จึงอยู่ที่รูปแบบการส่งผ่านพลังงานและตำแหน่งของขั้วไฟฟ้า ไม่ได้พิจารณาเฉพาะความรู้สึกร้อนที่ผิวสัมผัสเท่านั้น

Fast Moving คืออะไร?

Fast Moving คือเทคนิคการเคลื่อนหัวส่งพลังงานอย่างต่อเนื่อง ไปตามบริเวณที่วางแผนไว้ แทนการวางหัวเครื่องค้างอยู่ที่ตำแหน่งเดิมเป็นเวลานาน เพื่อช่วยให้การส่งพลังงานครอบคลุมพื้นที่ตามแนวทางที่กำหนด

การเคลื่อนหัวอย่างเป็นระบบยังช่วยให้สามารถควบคุมการกระจายและการสะสมความร้อนในแต่ละบริเวณระหว่างทำได้ โดยรายละเอียดของการเคลื่อนหัวและการส่งพลังงานควรปรับให้เหมาะกับบริเวณที่ต้องการดูแล

โปรแกรม Oligio ทำงานอย่างไร?

โปรแกรมนี้ทำงานโดยใช้พลังงาน Monopolar RF ส่งเข้าสู่เนื้อเยื่อและเปลี่ยนเป็นความร้อนภายในบริเวณที่ต้องการดูแล จากนั้นความร้อนจะมีผลต่อโครงสร้างคอลลาเจนและกระตุ้นกระบวนการตอบสนองของเนื้อเยื่อในช่วงเวลาต่อมา จึงเป็นหนึ่งในแนวทางที่นำมาใช้เพื่อดูแลความกระชับและคุณภาพผิว

พลังงาน RF ทำงานกับชั้นผิวอย่างไร?

เมื่อพลังงาน RF ผ่านเข้าสู่เนื้อเยื่อ พลังงานจะเปลี่ยนเป็นความร้อนตามคุณสมบัติทางไฟฟ้าของเนื้อเยื่อ ความร้อนที่เกิดขึ้นสามารถส่งผลต่อโครงสร้างคอลลาเจน และกระตุ้นกระบวนการ Collagen Remodeling หรือการปรับโครงสร้างของคอลลาเจนตามกระบวนการตอบสนองของเนื้อเยื่อ

ในระยะเริ่มต้น ความร้อนอาจทำให้เส้นใยคอลลาเจนเกิดการหดตัวบางส่วน ขณะที่ในระยะต่อมา ร่างกายจะเกิดกระบวนการปรับโครงสร้างของคอลลาเจนอย่างต่อเนื่อง จึงเป็นส่วนหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับการดูแลความกระชับและคุณภาพผิว ทั้งนี้ การตอบสนองและผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นอาจแตกต่างกันในแต่ละบุคคล

Cooling และ Vibration ช่วยเรื่องอะไร?

  • 5 Cooling Pulses per Shot: การแบ่งพ่นความเย็นอัดเป็น 5 จังหวะย่อยต่อการยิงเพียง 1 ช็อต ช่วยให้ผิวชั้นบน (Epidermis) ได้รับการปกป้องอย่างต่อเนื่องในทุกวินาทีที่พลังงาน RF เดินทางผ่าน และรักษาระดับอุณหภูมิผิวไว้ที่ประมาณ 5 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นอุณหภูมิที่ปลอดภัยและสบายผิวที่สุด
  • Vibration Care: แรงสั่นสะเทือนที่ปล่อยออกมาพร้อมกันจะช่วย “หลอก” เส้นประสาทรับความรู้สึกได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ผู้รับบริการสัมผัสได้ถึงแรงสั่นนุ่มๆ แทนที่จะเป็นความร้อนสะสมลึก

ด้วยการทำงานร่วมกันอย่างแม่นยำของทั้งสองระบบนี้ ทำให้แพทย์สามารถส่งพลังงาน RF ได้เต็มประสิทธิภาพ (High Energy) เพื่อผลลัพธ์ในการยกกระชับและกระตุ้นคอลลาเจนที่ชัดเจน

ระบบ CoolingFast Moving มีบทบาทอย่างไร?

Fast Moving เป็นเทคนิคในการเคลื่อนหัวส่งพลังงานอย่างต่อเนื่อง ตามพื้นที่ที่กำหนด เพื่อให้สามารถวางแนวทางการส่งพลังงานได้อย่างเป็นระบบ และจัดการการกระจายความร้อนระหว่างการทำในแต่ละบริเวณ

ทั้งนี้ Fast Moving ไม่ได้หมายความว่าพลังงานจะกระจายเท่ากันทุกจุดโดยอัตโนมัติ การเลือกพื้นที่ ทิศทางและความเร็วในการเคลื่อนหัว รวมถึงระดับพลังงาน ควรปรับให้เหมาะกับสภาพผิวและบริเวณที่ต้องการดูแล โดยอาศัยการประเมินและเทคนิคของผู้ให้บริการ

สามารถช่วยดูแลปัญหาอะไรบ้าง?

ใช้เพื่อดูแลความกระชับและคุณภาพผิว เหมาะสำหรับผู้ที่เริ่มรู้สึกว่าผิวไม่เฟิร์ม กรอบหน้าดูไม่ชัด หรือมีความหย่อนคล้อย โดยผลลัพธ์ที่ได้ขึ้นอยู่กับสภาพผิวและโครงสร้างใบหน้าของแต่ละบุคคล

โดยสามารถนำมาใช้ดูแลปัญหาผิวในด้านต่าง ๆ ได้แก่

  1. ดูแลผิวบริเวณแนวกรอบหน้าให้ดูกระชับขึ้น: เหมาะกับผู้ที่รู้สึกว่ากรอบหน้าเริ่มไม่ชัดหรือผิวไม่เฟิร์มเหมือนเดิม
  2. ดูแลผิวบริเวณแก้มและใต้คาง: เหมาะสำหรับบริเวณที่เริ่มมีความหย่อนคล้อย เช่น แก้มช่วงล่างและใต้คาง โดยแพทย์จะประเมินก่อนว่าปัญหาเกิดจากความหย่อนของผิว โครงสร้างใบหน้า หรือมีไขมันใต้ผิวร่วมด้วย
  3. ดูแลให้ผิวดูแน่นและเรียบเนียนขึ้น: นอกจากเรื่องความกระชับแล้ว RF ยังเกี่ยวข้องกับกระบวนการของคอลลาเจน จึงเหมาะกับผู้ที่ต้องการดูแลผิวที่เริ่มไม่เฟิร์มและดูไม่เรียบเนียน
  4. กระตุ้นกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับคอลลาเจน: ความร้อนจาก RF มีส่วนช่วยกระตุ้นการตอบสนองของเนื้อเยื่อและกระบวนการปรับโครงสร้างคอลลาเจนในระยะต่อมา การเปลี่ยนแปลงของผิวจึงค่อย ๆ เกิดขึ้น และการตอบสนองอาจแตกต่างกันในแต่ละบุคคล

หมายเหตุ: โปรแกรม Oligio ไม่ใช่โปรแกรมลดน้ำหนักหรือโปรแกรมกำจัดไขมันโดยเฉพาะ หากมีทั้งความหย่อนคล้อยและไขมันใต้ผิว แพทย์ควรประเมินสาเหตุของปัญหาก่อนเลือกแนวทางการดูแล

กรอบหน้าไม่ชัด แก้มหย่อน ผิวเริ่มไม่เฟิร์ม? อย่าเพิ่งเลือกโปรแกรมจากชื่อเครื่องเพียงอย่างเดียว

ให้แพทย์ที่ Rassapoom Clinic ประเมินสภาพผิวและปัญหาของคุณก่อน เพื่อวางแนวทางดูแลด้วยโปรแกรม Oligio ให้เหมาะกับสภาพผิวและความต้องการของแต่ละบุคคล
ลงทะเบียนรับสิทธิพิเศษ
Register to receive exclusive privileges Form

โปรแกรม Oligio เหมาะกับใคร?

โปรแกรม Oligio เหมาะกับผู้ที่ต้องการดูแลความกระชับของผิว โดยเฉพาะคนที่เริ่มรู้สึกว่ากรอบหน้า แก้ม หรือผิวโดยรวมไม่เฟิร์มเหมือนเดิม โดยไม่จำเป็นต้องกำหนดจากอายุเพียงอย่างเดียว เพราะแต่ละคนมีสภาพผิว ระดับความหย่อนคล้อย และโครงสร้างใบหน้าที่แตกต่างกัน

  • เริ่มมีความหย่อนคล้อยของผิว

เมื่อรู้สึกว่าผิวเริ่มไม่กระชับเหมือนเดิม แต่ยังไม่ได้หย่อนคล้อยมาก การดูแลด้วยพลังงาน RF เป็นอีกทางเลือกที่ช่วยดูแลความกระชับและความยืดหยุ่นของผิวได้

  • กรอบหน้าเริ่มไม่ชัด

หากเริ่มสังเกตว่ากรอบหน้าดูไม่คมเหมือนเดิม โดยเฉพาะบริเวณแก้มช่วงล่างหรือแนวกรอบหน้า การดูแลความกระชับของผิวอาจช่วยให้บริเวณดังกล่าวดูมีความกระชับมากขึ้น ทั้งนี้กรอบหน้าที่ไม่ชัดอาจเกิดจากทั้งผิวหย่อน ไขมันใต้ผิว หรือโครงสร้างใบหน้า จึงควรประเมินสาเหตุก่อนวางแผนดูแล

  • แก้มช่วงล่างเริ่มหย่อน

สำหรับผู้ที่รู้สึกว่าแก้มช่วงล่างเริ่มหย่อน หรือผิวบริเวณแก้มไม่เฟิร์มเหมือนเดิม การดูแลด้วย RF อาจเหมาะกับผู้ที่มีความหย่อนคล้อยในระดับเริ่มต้นถึงไม่มาก

  • ผิวไม่เฟิร์มเหมือนเดิม

บางคนยังไม่มีผิวหย่อนให้เห็นชัด แต่เริ่มรู้สึกว่าผิวไม่แน่น ไม่กระชับ หรือแต่งหน้าแล้วผิวไม่เรียบเหมือนเดิม การดูแลด้วย RF จึงสามารถเป็นอีกทางเลือกสำหรับดูแลความกระชับและความยืดหยุ่นของผิว

  • มีเหนียงหรือผิวใต้คางไม่กระชับ

บริเวณใต้คางสามารถดูแลด้วยโปรแกรม Oligio ได้ หากปัญหาหลักเกี่ยวข้องกับความไม่กระชับของผิว แต่ ไม่ควรมองว่าเป็นวิธีสำหรับกำจัดไขมันใต้คางโดยเฉพาะ เพราะลักษณะเหนียงอาจเกิดจากทั้งผิวหย่อน ไขมันใต้ผิว และโครงสร้างบริเวณคาง

  • มีริ้วรอยเล็ก ๆ

ริ้วรอยเล็ก ๆ บางส่วนอาจเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงของคอลลาเจนและความยืดหยุ่นของผิวตามวัย การดูแลด้วยพลังงาน RF จึงอาจช่วยดูแลสภาพผิวและความกระชับ ทำให้ริ้วรอยบางประเภทดูจางลงได้

  • ไม่ต้องการพักฟื้นนาน

การดูแลด้วยพลังงาน RF ไม่จำเป็นต้องทำให้เกิดแผลบนผิวชั้นนอก จึงเหมาะกับผู้ที่ต้องการดูแลความกระชับโดยไม่ต้องวางแผนเวลาพักฟื้นนาน ทั้งนี้หลังทำบางรายอาจมีอาการแดง รู้สึกอุ่น หรือตึงบริเวณที่ทำชั่วคราวได้

โปรแกรม Oligio ไม่เหมาะกับใคร?

แม้โปรแกรม Oligio จะเป็นการดูแลผิวด้วยพลังงาน RF โดยไม่ทำให้เกิดแผลบนผิวชั้นนอก แต่บางกรณีควรหลีกเลี่ยงหรือให้แพทย์ประเมินก่อนทำ โดยเฉพาะผู้ที่มีอุปกรณ์ทางการแพทย์ฝังในร่างกาย มีปัญหาผิวบริเวณที่จะทำ หรือมีโรคประจำตัวบางอย่าง

  • ผู้ที่มีเครื่องมือแพทย์ฝังในร่างกาย

ผู้ที่มีเครื่องกระตุ้นหัวใจ (Pacemaker) เครื่องกระตุกหัวใจด้วยไฟฟ้า (ICD) หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ฝังในร่างกาย ควรแจ้งแพทย์ก่อน เพราะพลังงาน RF อาจมีข้อจำกัดในการใช้งานร่วมกับอุปกรณ์เหล่านี้

  • ผู้ที่มีแผลหรือการติดเชื้อบริเวณที่จะทำ

หากบริเวณที่จะทำโปรแกรม Oligio มีแผลเปิด ผิวอักเสบ หรือการติดเชื้อ ควรรอให้ผิวฟื้นตัวก่อน รวมถึงผู้ที่มีผื่นหรือโรคผิวหนังบริเวณนั้น ควรให้แพทย์ตรวจประเมินก่อนทำ

  • ผู้ที่มีรอยสักบริเวณที่จะทำ

หากมีรอยสักบริเวณที่จะทำ โดยเฉพาะรอยสักใหม่ ควรแจ้งแพทย์ก่อน เพราะหมึกบางชนิดอาจมีส่วนประกอบที่ต้องระวังเมื่อต้องใช้พลังงาน RF กับผิวบริเวณนั้น

  • ผู้ที่กำลังตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร

ผู้ที่กำลังตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร ควรแจ้งแพทย์ก่อนทุกครั้ง และโดยทั่วไปควรเลื่อนการทำ RF ออกไป หากยังไม่มีข้อมูลด้านความปลอดภัยที่เพียงพอสำหรับช่วงดังกล่าว

  • ผู้ที่มีโรคประจำตัวหรือรับประทานยาบางชนิด

โรคประจำตัวไม่ได้เป็นข้อห้ามของการทำโปรแกรม Oligio ทุกโรค แต่ผู้ที่เป็นเบาหวานที่ควบคุมได้ไม่ดี มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง มีปัญหาเกี่ยวกับการแข็งตัวของเลือด หรือรับประทานยาที่มีผลต่อการแข็งตัวของเลือด ควรแจ้งแพทย์ก่อน เพื่อประเมินความเหมาะสมและความเสี่ยง

  • ผู้ที่เพิ่งทำหัตถการบริเวณเดียวกัน

หากเพิ่งทำโปรแกรมฉีดฟิลเลอร์ โปรแกรมฉีดโบท็อกซ์ หรือโปรแกรมที่ใช้พลังงานกับผิวในบริเวณเดียวกัน ควรแจ้งแพทย์ก่อน เพราะระยะเวลาที่เหมาะสมในการทำ RF อาจแตกต่างกันตามชนิดของโปรแกรม ตำแหน่งที่ทำ และวัสดุที่ใช้

โปรแกรม Oligio ทำบริเวณไหนได้บ้าง? 

โปรแกรม Oligio สามารถทำได้หลายบริเวณ ทั้งทั่วใบหน้า แก้ม กรอบหน้า ใต้คาง รอบดวงตา และลำคอ โดยแต่ละจุดจะเน้นดูแลปัญหาที่แตกต่างกัน จึงควรเลือกบริเวณให้เหมาะกับสภาพผิวและปัญหาที่ต้องการดูแล

  • ทั่วใบหน้า

เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการดูแลความกระชับของผิวโดยรวม โดยเฉพาะผิวที่เริ่มไม่เฟิร์ม หรือรู้สึกว่าความเรียบเนียนของผิวเปลี่ยนไป

  • แก้ม

บริเวณแก้ม โดยเฉพาะแก้มช่วงล่าง สามารถดูแลได้เมื่อเริ่มรู้สึกว่าผิวไม่กระชับหรือมีความหย่อนคล้อยเล็กน้อย เพื่อช่วยดูแลความเฟิร์มของผิวบริเวณแก้ม

  • รอบปาก

เหมาะสำหรับการดูแลผิวรอบปากที่เริ่มไม่กระชับ หรือมีริ้วรอยเล็ก ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงของคุณภาพผิว โดยบริเวณนี้ควรเลือกใช้เทคนิคให้เหมาะกับลักษณะผิว

  • กรอบหน้า

เหมาะสำหรับผู้ที่เริ่มรู้สึกว่ากรอบหน้าไม่ชัดเหมือนเดิม หรือผิวบริเวณกรอบหน้าเริ่มหย่อน การดูแลจะเน้นเรื่องความกระชับของผิวบริเวณแนวกรอบหน้า

  • ใต้คางหรือเหนียง

สามารถดูแลบริเวณใต้คางได้ในกรณีที่ต้องการเน้นเรื่องความกระชับของผิว โดยเฉพาะเมื่อมีผิวหย่อนร่วมกับกรอบหน้าที่เริ่มไม่ชัด ทั้งนี้ ไม่ใช่โปรแกรมสำหรับลดไขมันใต้คางโดยเฉพาะ เพราะเหนียงอาจเกิดจากทั้งไขมันและผิวที่หย่อนคล้อย

  • รอบดวงตา

บริเวณรอบดวงตาสามารถดูแลเรื่องความกระชับและคุณภาพผิวได้ในกรณีที่เหมาะสม เนื่องจากเป็นบริเวณที่ผิวค่อนข้างบอบบาง จึงต้องใช้เทคนิคและระดับพลังงานที่เหมาะกับบริเวณนี้

  • ลำคอ

สามารถดูแลผิวบริเวณลำคอที่เริ่มไม่กระชับ หรือมีการเปลี่ยนแปลงของสภาพผิว โดยเน้นดูแลความกระชับและคุณภาพของผิวบริเวณลำคอ

โปรแกรม Oligio ต่างจากโปรแกรมยกกระชับอื่นอย่างไร?

โปรแกรม Oligio ใช้พลังงาน Monopolar RF ขณะที่โปรแกรม Ulthera Prime และโปรแกรม Ultraformer MPT ใช้พลังงาน Focused Ultrasound จึงมีความแตกต่างกันทั้งประเภทพลังงาน วิธีส่งพลังงาน และชั้นเนื้อเยื่อที่ต้องการดูแล ส่วนโปรแกรม Thermage FLX และโปรแกรม Volnewmer ก็อยู่ในกลุ่ม Monopolar RF เช่นเดียวกับโปรแกรม Oligio แต่มีเทคโนโลยีและระบบการทำงานของเครื่องแตกต่างกัน

โปรแกรมพลังงานหลักจุดเด่นเหมาะกับการดูแล
โปรแกรม OligioMonopolar RFส่งพลังงาน RF เพื่อสร้างความร้อนในเนื้อเยื่อความกระชับและคุณภาพผิว 
โปรแกรม Thermage FLXMonopolar RFใช้พลังงาน RF ร่วมกับระบบส่งพลังงานและหัวทิปส์เฉพาะของเครื่องความกระชับและคุณภาพผิว
โปรแกรม Ulthera PrimeMFU-V (Micro-focused Ultrasound with Visualization)Focused Ultrasound พร้อมระบบ Visualization ช่วยให้แพทย์เห็นชั้นเนื้อเยื่อระหว่างทำความกระชับในชั้นเนื้อเยื่อที่เลือก
โปรแกรม Ultraformer MPTMMFU (Micro & Macro Focused Ultrasound)Focused Ultrasound พร้อมหัวที่รองรับหลายระดับความลึก และเทคโนโลยี Micro Pulse Technology (MPT)ความกระชับและการดูแลรูปหน้า
โปรแกรม VolnewmerMonopolar RFใช้พลังงาน RF พร้อมระบบควบคุมการส่งพลังงานตามเทคโนโลยีของเครื่องความกระชับและคุณภาพผิว

คำแนะนำก่อนทำโปรแกรม Oligio

ก่อนทำโปรแกรม Oligio ควรให้แพทย์ประเมินสภาพผิวและแจ้งประวัติสุขภาพ รวมถึงยาหรือโปรแกรมที่เคยทำบริเวณเดียวกัน เพื่อให้แพทย์พิจารณาความเหมาะสมและวางแผนการทำให้เหมาะกับแต่ละบุคคล โดยเฉพาะหากบริเวณที่จะทำมีแผล ผิวอักเสบ หรือการติดเชื้อ ควรแจ้งแพทย์ก่อนทุกครั้ง

ปรึกษาแพทย์และประเมินสภาพผิวก่อนทำ

การประเมินก่อนทำช่วยให้แพทย์ดูทั้งสภาพผิว ระดับความหย่อนคล้อย และบริเวณที่ต้องการดูแล รวมถึงพิจารณาว่าโปรแกรมนี้เหมาะกับปัญหาที่ต้องการแก้ไขหรือไม่

หากมีปัจจัยอื่นร่วมด้วย เช่น ไขมันใต้ผิวค่อนข้างมาก หรือปัญหาเกี่ยวข้องกับโครงสร้างใบหน้า แพทย์อาจพิจารณาว่าควรใช้แนวทางอื่นร่วมด้วยหรือไม่

แจ้งประวัติสุขภาพและยาที่ใช้อยู่

ควรแจ้งโรคประจำตัว ยาที่รับประทาน ประวัติแพ้ยา แพ้ผลิตภัณฑ์ รวมถึงอุปกรณ์หรือวัสดุที่ฝังในร่างกาย ให้แพทย์ทราบก่อนทำ โดยเฉพาะข้อมูลที่อาจเกี่ยวข้องกับความปลอดภัยของการใช้พลังงาน RF

หากอยู่ระหว่างการรักษาหรือใช้ยาบางชนิด ควรปรึกษาแพทย์ก่อน และไม่ควรหยุดยาเองเพื่อเตรียมตัวเข้ารับบริการ

หลีกเลี่ยงการทำขณะผิวมีแผลหรือการติดเชื้อ

หากบริเวณที่จะทำมี แผลเปิด ผิวอักเสบ หรือการติดเชื้อ ควรแจ้งแพทย์และพิจารณาเลื่อนการทำจนกว่าสภาพผิวจะพร้อม เช่นเดียวกับกรณีที่มีผื่น แสบ แดง หรือลอกผิดปกติ ควรให้แพทย์ประเมินสภาพผิวก่อนรับบริการ

เตรียมผิวให้พร้อมก่อนเข้ารับบริการ

ก่อนทำควรหลีกเลี่ยงการใช้ผลิตภัณฑ์หรือการดูแลผิวที่ทำให้เกิดการระคายเคือง หากมีอาการแสบ แดง หรือลอก ควรแจ้งแพทย์ก่อนทำ

สามารถดื่มน้ำและใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ โดยไม่จำเป็นต้องดื่มน้ำมากกว่าปกติเพื่อหวังเพิ่มประสิทธิภาพของโปรแกรม

วิธีดูแลตัวเองหลังทำโปรแกรม Oligio 

หลังทำควรเน้นการดูแลผิวอย่างอ่อนโยน รักษาความชุ่มชื้น และหลีกเลี่ยงสิ่งที่อาจทำให้ผิวระคายเคือง โดยเฉพาะในช่วงแรกหลังรับบริการ ทั้งนี้ควรยึดตามคำแนะนำของแพทย์และการตอบสนองของผิวในแต่ละบุคคล

ดูแลผิวอย่างอ่อนโยน

หลังทำควรหลีกเลี่ยงการถู นวด หรือกดบริเวณที่ทำแรง ๆ และเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวที่อ่อนโยน ไม่ทำให้เกิดการแสบหรือระคายเคือง

หากแพทย์มีคำแนะนำในการดูแลเพิ่มเติม ควรปฏิบัติตามเป็นหลัก เพราะแต่ละบริเวณและสภาพผิวอาจต้องการการดูแลที่แตกต่างกัน

หลีกเลี่ยงความร้อนและสิ่งที่ทำให้ผิวระคายเคือง

ในช่วงแรกควรหลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ทำให้ผิวได้รับความร้อนมากหรือมีเหงื่อออกมาก รวมถึงการสัมผัส นวด หรือขัดผิวบริเวณที่ทำแรง ๆ

การกลับไปทำกิจกรรมตามปกติควรพิจารณาจากสภาพผิวและคำแนะนำของแพทย์ หากยังมีอาการอุ่น แดง หรือตึง ควรรอให้อาการลดลงก่อน

ป้องกันผิวจากแสงแดด

หลังทำควรหลีกเลี่ยงการอยู่กลางแดดเป็นเวลานาน และทา ผลิตภัณฑ์กันแดดที่มี SPF 30 ขึ้นไป พร้อมป้องกันรังสี UVA/UVB อย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะเมื่อต้องออกกลางแจ้ง

การดูแลผิวและป้องกันแสงแดดอย่างสม่ำเสมอช่วยลดปัจจัยที่กระตุ้นการระคายเคืองและช่วยดูแลสภาพผิวในระยะยาว

ทำไมต้องทำโปรแกรม Oligio ที่ Rassapoom Clinic?

การทำโปรแกรม Oligio ที่ดีไม่ได้ดูแค่ตัวเครื่อง แต่เริ่มตั้งแต่การประเมินปัญหา วางแผนการทำ ไปจนถึงการดูแลหลังทำ ที่ Rassapoom Clinic จึงให้แพทย์เป็นผู้ประเมินสภาพผิวและวางแผนให้เหมาะกับแต่ละบุคคล เพื่อให้การดูแลสอดคล้องกับปัญหาและบริเวณที่ต้องการดูแล

ประเมินสภาพผิวก่อนวางแผนดูแล

ก่อนทำ แพทย์จะประเมินสภาพผิว ระดับความหย่อนคล้อย และบริเวณที่ต้องการดูแล เพื่อดูว่าปัญหาที่เห็นมีสาเหตุมาจากอะไร เพราะกรอบหน้าที่ไม่ชัด แก้มที่ดูหย่อน หรือเหนียง อาจเกิดจากทั้งผิว ไขมัน และโครงสร้างใบหน้า การประเมินสาเหตุจึงเป็นขั้นตอนสำคัญก่อนเลือกแนวทางการดูแล

วางแผนให้เหมาะกับแต่ละใบหน้า

แต่ละใบหน้ามีสภาพผิวและระดับความหย่อนคล้อยแตกต่างกัน การทำจึงไม่จำเป็นต้องใช้รูปแบบเดียวกันทุกเคส แพทย์จะพิจารณาบริเวณที่ต้องการดูแลและสภาพผิวของแต่ละส่วนก่อนวางแผน บางเคสอาจเน้นเฉพาะบางบริเวณโดยไม่จำเป็นต้องทำทั่วใบหน้า

ให้ความสำคัญกับเทคนิคระหว่างทำ

นอกจากเทคโนโลยีของเครื่องแล้ว การวางหัวเครื่อง ตำแหน่งที่ทำ และการควบคุมพลังงาน ก็เป็นส่วนสำคัญ แพทย์จึงต้องเลือกแนวทางให้เหมาะกับแต่ละบริเวณและสภาพผิว โดยคำนึงถึงความปลอดภัยเป็นหลัก

ดูแลตั้งแต่ก่อนทำจนถึงหลังทำ

ที่ Rassapoom Clinic ให้ความสำคัญกับการดูแลตั้งแต่ การซักประวัติ ประเมินก่อนทำ วางแผนการทำ ไปจนถึงคำแนะนำหลังทำ เพื่อให้แต่ละขั้นตอนต่อเนื่องกัน และสามารถปรับแนวทางให้เหมาะกับสภาพผิวของแต่ละบุคคล

ติดตามการเปลี่ยนแปลงของผิวหลังทำ

หลังทำ แพทย์สามารถติดตามการเปลี่ยนแปลงของผิวและประเมินผลตามสภาพของแต่ละบุคคล เพื่อใช้ประกอบการวางแผนดูแลในระยะต่อไป เนื่องจากการตอบสนองต่อพลังงาน RF ของแต่ละคนแตกต่างกัน การติดตามผลจึงช่วยให้การดูแลเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ตั้งแต่แรก

ผลลัพธ์หลังรับบริการ

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโปรแกรม Oligio

โปรแกรม Oligio คืออะไร?

โปรแกรม Oligio คือการดูแลผิวด้วยเทคโนโลยีคลื่นวิทยุ (Radiofrequency: RF) แบบ Monopolar RF ที่ส่งพลังงานลงสู่ชั้นเนื้อเยื่อเพื่อสร้างความร้อนและนำมาใช้ดูแลความกระชับและคุณภาพผิว เหมาะกับผู้ที่เริ่มมีความหย่อนคล้อย ผิวไม่เฟิร์ม หรือกรอบหน้าเริ่มไม่ชัด โดยแพทย์จะประเมินความเหมาะสมเป็นรายบุคคล

สามารถนำมาใช้ดูแลความกระชับของผิว กรอบหน้า ผิวที่เริ่มไม่เฟิร์ม และคุณภาพผิวโดยรวม รวมถึงบริเวณแก้ม ใต้คาง และลำคอในกรณีที่เหมาะสม ทั้งนี้ ผลลัพธ์และระดับการเปลี่ยนแปลงแตกต่างกันในแต่ละบุคคล

เหมาะกับผู้ที่เริ่มสังเกตว่า กรอบหน้าไม่ชัด แก้มเริ่มหย่อน ผิวไม่เฟิร์ม หรือมีริ้วรอยเล็ก ๆ ที่สัมพันธ์กับคุณภาพผิว โดยไม่จำเป็นต้องใช้เกณฑ์อายุเป็นตัวตัดสินเพียงอย่างเดียว เพราะระดับความหย่อนคล้อย คุณภาพผิว และโครงสร้างใบหน้าของแต่ละคนแตกต่างกัน

สามารถนำมาใช้ดูแลได้หลายบริเวณ เช่น ทั่วใบหน้า แก้ม กรอบหน้า ใต้คาง รอบดวงตา และลำคอ โดยแต่ละบริเวณจะมีแนวทางและเป้าหมายในการดูแลแตกต่างกัน แพทย์จึงควรประเมินสภาพผิวและโครงสร้างของแต่ละบริเวณก่อนวางแผนทำ

โปรแกรมนี้ไม่ใช่โปรแกรมลดไขมันใต้คางโดยเฉพาะ แต่สามารถนำมาใช้ดูแลความกระชับของผิวบริเวณใต้คางได้ในกรณีที่เหมาะสม หากเหนียงมีสาเหตุหลักจากไขมันใต้ผิวมากกว่าความหย่อนของผิว แพทย์ควรประเมินและพิจารณาแนวทางอื่นที่เหมาะกับปัญหามากกว่า

สามารถนำมาใช้ดูแลความกระชับของผิวบริเวณกรอบหน้า ซึ่งอาจช่วยให้แนวกรอบหน้าดูชัดขึ้นในกรณีที่ความไม่ชัดมีส่วนเกี่ยวข้องกับความหย่อนคล้อยของผิว

ระหว่างทำอาจรู้สึกอุ่น ตึง หรือมีความร้อนบริเวณที่ส่งพลังงาน โดยระดับความรู้สึกแตกต่างกันตามบริเวณและการตั้งค่าพลังงานของแต่ละบุคคล เพราะโปรแกรม Oligio มีระบบควบคุมอุณหภูมิและ Cooling เพื่อช่วยจัดการความร้อนระหว่างทำ ทั้งนี้ แพทย์และผู้ให้บริการควรติดตามความรู้สึกของผิวและปรับการทำให้เหมาะกับแต่ละเคส

หลังทำบางรายอาจสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงของผิวในระยะแรก ขณะที่การเปลี่ยนแปลงจากกระบวนการปรับโครงสร้างคอลลาเจนจะค่อย ๆ เกิดขึ้นตามเวลา โดยสามารถประเมินการเปลี่ยนแปลงได้ชัดขึ้นในช่วงประมาณ 1–3 เดือน ทั้งนี้ ระยะเวลาและระดับผลลัพธ์แตกต่างกันในแต่ละบุคคล

จำนวน Shot ไม่ได้กำหนดตายตัวสำหรับทุกคน แต่ขึ้นอยู่กับบริเวณที่ต้องการดูแล ขนาดพื้นที่ ระดับความหย่อนคล้อย และแผนการทำของแพทย์ ดังนั้นจึงไม่ควรกำหนดจำนวน Shot เป็นสูตรเดียว เช่น 300, 600 หรือ 1,200 Shot สำหรับทุกเคส

จำนวนครั้งและระยะห่างในการทำโปรแกรม Oligio ควรพิจารณาเป็นรายบุคคล โดยแพทย์จะประเมินจากสภาพผิว ระดับความหย่อนคล้อย และการตอบสนองหลังทำครั้งก่อน บางรายอาจทำเป็นครั้ง ๆ และประเมินผลก่อนวางแผนครั้งถัดไป จึงไม่จำเป็นต้องใช้ตารางการทำแบบเดียวกันทุกคน

หลังทำอาจพบว่า ผิวแดงหรืออมชมพู รู้สึกอุ่น ตึง หรือมีอาการบวมเล็กน้อยตรงบริเวณที่ทำ โดยระดับและระยะเวลาของอาการแตกต่างกันในแต่ละบุคคล หากมีอาการปวด แสบร้อน บวมมากขึ้น มีตุ่มพอง หรือความผิดปกติอื่น ๆ ควรติดต่อแพทย์เพื่อประเมิน

สามารถวางแผนทำร่วมกับหัตถการอื่นได้ในบางกรณี แต่ควรให้แพทย์เป็นผู้กำหนดลำดับและระยะห่าง โดยเฉพาะหากเป็นหัตถการฉีด เช่น โปรแกรมฉีดฟิลเลอร์ หรือโปรแกรมที่มีข้อควรระวังเรื่องความร้อน เพราะชนิดของผลิตภัณฑ์ ตำแหน่ง และระยะเวลาหลังทำแตกต่างกัน จึงไม่ควรกำหนดระยะห่างแบบเดียวกันสำหรับทุกคน

การใช้พลังงาน Monopolar RF เพื่อสร้างความร้อนในชั้นเนื้อเยื่อและนำมาใช้ดูแลความกระชับและคุณภาพผิว อย่างไรก็ตาม การตั้งค่าพลังงาน ตำแหน่ง และเทคนิคการทำควรเหมาะกับสภาพผิวของแต่ละบุคคล เพื่อให้การดูแลเป็นไปอย่างเหมาะสมและลดความเสี่ยงจากการได้รับพลังงานมากเกินความจำเป็น

DR.SIWADOL LOETPHORNPHAWIT

ตรวจสอบความถูกต้องโดย

หมอเคน
นพ.ศิวะดล เลิศพรภวิชญ์
แพทย์ผู้ชำนาญการ ( ว.63460 )

นัดหมายเพื่อรับคำปรึกษา

ทักแชตปรึกษาทางไลน์ หรือฝากข้อมูลติดต่อไว้ เพื่อให้แพทย์ประเมินปัญหาและออกแบบโปรแกรมการดูแลเฉพาะบุคคล
ลงทะเบียนรับสิทธิพิเศษ
Register to receive exclusive privileges Form
ที่ตั้งของเรา
5 สาขา
มาตรฐานเดียวกันในทุกสาขา
ดูแลโดยแพทย์ผู้ชำนาญการ ด้วยมาตรฐานการรักษาเดียวกันในทุกสาขา พร้อมแนวทางการรักษาเฉพาะบุคคล
เพื่อผลลัพธ์ที่ปลอดภัย ดูเป็นสไตล์ธรรมชาติ และได้มาตรฐานในทุกครั้งที่เข้ารับบริการ.
สาขาสุขุมวิท 49
(ใกล้โรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิท) 129/2 ซอย กลาง ถนน สุขุมวิท49 แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพ  10110
สาขาพระราม 2
291 293 299 ถ.พระรามที่ 2 แขวง แสมดำ เขต บางขุนเทียน กรุงเทพ 10150
สาขารัตนาธิเบศร์
(ใกล้ซอยท่าอิฐ) 110/34 ,110/35, ตำบล ไทรม้า, อำเภอเมืองนนทบุรี, นนทบุรี 11000
สาขาเลียบด่วนรามอินทรา
(หลังเซ็นทรัลเฟสติวัล อีสต์วิลล์) 102 นาคนิวาส 6 แขวง ลาดพร้าว เขตลาดพร้าว กรุงเทพ 10230
สาขาทวีวัฒนา
355/2-3 ชั้น 1 แขวงหนองค้างพลู เขตหนองแขม กรุงเทพ 10160
ดีไซน์ความงามเฉพาะบุคคล โดยทีมแพทย์รัสมิ์ภูมิ คลินิกPersonalized Consultation by Rassapoom Clinic
มั่นใจในผลลัพธ์ที่ดูเป็นสไตล์ธรรมชาติ  ด้วยเทคนิคและมาตรฐานสถานพยาบาล โดย นพ.รัสมิ์ภูมิ สุเมธีวิทย์ และทีมแพทย์  ณ Rassapoom Clinic ทั้ง 5 สาขา
เปิดทุกวัน 10:00–20:00 น. · 5 สาขาทั่วกรุงเทพฯ