โปรแกรม JUVELOOK คืออะไร? ช่วยฟื้นฟูคุณภาพผิว ลดเลือนริ้วรอย และเติมเต็มผิว

ผิวดูโทรม แห้ง ไม่เรียบเนียน หรือเริ่มมีริ้วรอย โปรแกรม JUVELOOK คืออะไร และช่วยดูแลผิวด้านไหนบ้าง? โดยโปรแกรมนี้เป็นสารกระตุ้นคอลลาเจน (Collagen Biostimulator) ที่มีส่วนประกอบของ PDLLA และ HA ใช้เพื่อดูแลคุณภาพผิว โดยเน้นเรื่องความเรียบเนียน ความชุ่มชื้น ริ้วรอย และผิวที่ดูอิ่มฟูขึ้น

โปรแกรม JUVELOOK คืออะไร? ฟื้นฟูคุณภาพผิวด้วย Collagen Biostimulator

โปรแกรม JUVELOOK เป็นหัตถการในกลุ่ม Skin Booster และมีคุณสมบัติเป็น Collagen Biostimulator ที่เน้นการดูแลคุณภาพผิว โดยมีส่วนประกอบหลักอย่าง PDLLA และ HA ช่วยดูแลผิวที่มีปัญหาเรื่องความยืดหยุ่น ความเรียบเนียน และสภาพผิวโดยรวม จุดเด่นคือไม่ได้เน้นเพียงการเติมเต็มหรือเพิ่มปริมาตร แต่ให้ความสำคัญกับการกระตุ้นกระบวนการสร้างคอลลาเจน เพื่อช่วยให้ผิวมีคุณภาพดีขึ้น

ทำความรู้จักว่าโปรแกรมนี้เป็น Skin Booster แบบไหน?

โปรแกรมนี้จัดอยู่ในกลุ่ม Skin Booster ที่มีจุดเด่นด้านการดูแลคุณภาพผิว โดยมี PDLLA (Poly-D,L-Lactic Acid) เป็นส่วนประกอบสำคัญ ร่วมกับ HA (Hyaluronic Acid) จึงมีแนวทางการดูแลผิวที่ครอบคลุมทั้งด้านการกระตุ้นกระบวนการสร้างคอลลาเจนและการดูแลความชุ่มชื้นของผิว

กลไกสำคัญของโปรแกรม JUVELOOK คือ PDLLA มีส่วนช่วยกระตุ้นกระบวนการสร้างคอลลาเจน ขณะที่ HA มีบทบาทในการเพิ่มความชุ่มชื้นและช่วยดูแลสภาพผิว จึงเหมาะกับการดูแล Skin Quality ในด้านความเรียบเนียน ความยืดหยุ่น และคุณภาพผิวโดยรวม โดยมีจุดเน้นที่การดูแลคุณภาพผิวมากกว่าการใช้เพื่อเพิ่มปริมาตรหรือปรับรูปหน้าเป็นหลัก

โปรแกรม JUVELOOK มีส่วนประกอบอะไร? PDLLA + HA ทำงานร่วมกันอย่างไร?

โปรแกรม JUVELOOK มีส่วนประกอบหลัก 2 ชนิด ได้แก่ PDLLA (Poly-D,L-Lactic Acid) และ Hyaluronic Acid (HA) ซึ่งมีบทบาทในการดูแลผิวแตกต่างกัน จึงทำให้โปรแกรมนี้มีแนวทางการทำงานที่มากกว่าการเติมความชุ่มชื้นให้ผิวเพียงอย่างเดียว

ส่วนประกอบบทบาทหลัก
PDLLAเป็นสารในกลุ่ม Collagen Biostimulator ที่เกี่ยวข้องกับการกระตุ้นกระบวนการสร้างคอลลาเจนของผิว
HAช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นและช่วยให้ผิวดูอิ่มน้ำและเรียบเนียนขึ้น

การทำงานร่วมกันของ PDLLA + HA จึงทำให้มีคุณสมบัติของ Skin Booster ที่ดูแลผิวได้ทั้งในด้านความชุ่มชื้นและการกระตุ้นคอลลาเจน โดยไม่ได้มุ่งเน้นการเพิ่มปริมาตรเพื่อปรับรูปหน้าเป็นหลัก

โปรแกรม JUVELOOK ทำงานอย่างไร? การเปลี่ยนแปลงของผิวหลังฉีดในแต่ละระยะ

โปรแกรมนี้มีส่วนประกอบหลักอย่าง HA และ PDLLA ซึ่งมีบทบาทแตกต่างกันในการดูแลผิว โดย HA เกี่ยวข้องกับการเพิ่มและกักเก็บความชุ่มชื้น ส่วน PDLLA เป็นส่วนประกอบในกลุ่ม Collagen Biostimulator ที่เกี่ยวข้องกับการกระตุ้นกระบวนการสร้างคอลลาเจน การเปลี่ยนแปลงของผิวหลังฉีดจึงไม่ได้เกิดขึ้นพร้อมกันทั้งหมด แต่สามารถสังเกตได้แตกต่างกันตามระยะเวลาหลังทำและการตอบสนองของแต่ละบุคคล

การเปลี่ยนแปลงของผิวหลังรับบริการในแต่ละระยะ

ระยะหลังฉีดการเปลี่ยนแปลงที่อาจพบบทบาทสำคัญ
หลังฉีด–ช่วงแรกผิวบริเวณที่ทำอาจดูอิ่มและชุ่มชื้นขึ้น ขณะเดียวกันอาจมีบวม แดง หรือนูนเล็กน้อยจากการฉีดHA มีบทบาทด้านความชุ่มชื้น 
ประมาณ 2–4 สัปดาห์ผิวเริ่มเข้าสู่ระยะการเปลี่ยนแปลงหลังทำ และกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับ PDLLA เริ่มมีบทบาทมากขึ้นPDLLA มีบทบาทในการกระตุ้นกระบวนการสร้างคอลลาเจน 
หลายสัปดาห์–หลายเดือนคุณภาพผิวอาจค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงในด้านความเรียบเนียนและความยืดหยุ่น ตามการตอบสนองของแต่ละบุคคลกระบวนการปรับโครงสร้างคอลลาเจน 

1. หลังฉีด–ช่วงแรก: HA มีบทบาทด้านความชุ่มชื้น

ในช่วงแรกหลังฉีด Hyaluronic Acid (HA) ซึ่งเป็นส่วนประกอบหนึ่งของโปรแกรมนี้มีคุณสมบัติในการอุ้มน้ำ จึงมีบทบาทต่อความชุ่มชื้นของผิว บริเวณที่ได้รับการฉีดอาจดูอิ่มและมีความชุ่มชื้นมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เห็นในช่วงแรกไม่ควรนำไปตีความว่าเป็นผลจากการสร้างคอลลาเจนทั้งหมด เนื่องจากกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับ PDLLA เป็นอีกส่วนหนึ่งของการทำงาน และต้องอาศัยระยะเวลาในการเกิดการเปลี่ยนแปลง

ในช่วงเดียวกัน ผิวอาจมีอาการ บวม แดง รอยนูน หรือรอยช้ำเล็กน้อย บริเวณที่ฉีดได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่สามารถพบได้หลังหัตถการฉีดและมักค่อย ๆ ลดลงตามระยะเวลาการฟื้นตัว

2. ระยะประมาณ 2–4 สัปดาห์: PDLLA เริ่มมีบทบาทต่อกระบวนการสร้างคอลลาเจน

เมื่อผ่านช่วงแรกของการทำหัตถการ PDLLA (Poly-D,L-Lactic Acid) จะเข้ามามีบทบาทในกระบวนการกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนของผิว การเปลี่ยนแปลงในระยะนี้จึงไม่ได้เกิดขึ้นแบบทันที แต่เป็นกระบวนการที่ค่อย ๆ ดำเนินต่อเนื่อง

ช่วงเวลาที่เริ่มสังเกตการเปลี่ยนแปลงอาจแตกต่างกันในแต่ละบุคคล ขึ้นอยู่กับสภาพผิว อายุ บริเวณที่ฉีด เทคนิคการรักษา และการตอบสนองของร่างกาย

ดังนั้น การประเมินผลลัพธ์หลังทำในช่วงไม่กี่วันแรกจึงยังไม่สามารถสะท้อนการเปลี่ยนแปลงที่เกี่ยวข้องกับคอลลาเจนได้ทั้งหมด โดยเฉพาะในผู้ที่ต้องการดูแลเรื่องความเรียบเนียนและความยืดหยุ่นของผิว

3. หลายสัปดาห์–หลายเดือน: การเปลี่ยนแปลงของผิวค่อย ๆ ชัดขึ้น

หลังจากนั้น กระบวนการที่เกี่ยวข้องกับการสร้างและปรับโครงสร้างคอลลาเจนจะดำเนินต่อไปในช่วงหลายสัปดาห์ถึงหลายเดือน ผิวจึงอาจค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงในด้านความเรียบเนียน ความยืดหยุ่น และความแน่นของผิว

โดยการเปลี่ยนแปลงของผิวสามารถเริ่มสังเกตได้ชัดขึ้นประมาณ 6 สัปดาห์หลังฉีด ขณะที่ระยะเวลาของการเปลี่ยนแปลงอาจแตกต่างกันไปตามการตอบสนองของแต่ละบุคคล

ฉีดโปรแกรม JUVELOOK เพื่ออะไร? ช่วยดูแลปัญหาผิวเรื่องไหนบ้าง?

หากถามว่าทำโปรแกรมนี้เพื่ออะไร? จุดประสงค์หลักคือการดูแลคุณภาพผิว (Skin Quality) ในคนที่เริ่มมีปัญหาผิวไม่เรียบเนียน รูขุมขนดูกว้าง ริ้วรอยตื้น ผิวแห้งขาดน้ำ หรือผิวมีความยืดหยุ่นลดลง โดยแนวทางการดูแลจะพิจารณาตามสภาพผิวของแต่ละคน ไม่ได้มีเป้าหมายเพียงการเพิ่มวอลลุ่มเหมือนสารเติมเต็มทุกประเภท

ด้วยส่วนประกอบ PDLLA และ HA ทำให้โปรแกรมนี้ มีแนวทางการดูแลผิว 2 ด้าน คือ HA ช่วยดูแลความชุ่มชื้นของผิว ขณะที่ PDLLA อยู่ในกลุ่ม Collagen Biostimulator ซึ่งเกี่ยวข้องกับการกระตุ้นกระบวนการสร้างคอลลาเจน ทำให้เหมาะกับการวางแผนดูแลผิวที่ต้องการเน้นทั้ง ความชุ่มชื้น ผิวสัมผัส และคุณภาพผิวโดยรวม

โปรแกรม JUVELOOK ช่วยดูแลปัญหาผิวอะไรได้บ้าง?

1. รูขุมขนดูกว้าง

รูขุมขนเป็นหนึ่งในปัญหาที่มักมองเห็นได้ชัดเมื่อ Texture ผิวไม่สม่ำเสมอ หรือความยืดหยุ่นของผิวลดลง การดูแลจึงไม่ได้หมายถึงการทำให้รูขุมขนหายไป แต่เป็นการดูแลคุณภาพผิวโดยรวม เพื่อให้ผิวดูเรียบเนียนขึ้น

ในกรณีนี้ อาจถูกนำมาพิจารณาเป็นส่วนหนึ่งของแผนการดูแลในผู้ที่ต้องการเน้น Skin Quality โดยแพทย์จะประเมินร่วมกับสภาพผิวและปัจจัยอื่นที่มีผลต่อลักษณะของรูขุมขน ก่อนเลือกแนวทางที่เหมาะสม

2. ริ้วรอยตื้น

ริ้วรอยขนาดเล็กไม่ได้เกิดจากการสูญเสียปริมาตรเพียงอย่างเดียว แต่ยังเกี่ยวข้องกับคุณภาพผิว ความยืดหยุ่น และการเปลี่ยนแปลงของคอลลาเจนตามวัย

การดูแลด้วยแนวทางที่เน้น Skin Quality จึงอาจเป็นหนึ่งในตัวเลือกสำหรับผู้ที่มีริ้วรอยตื้นและผิวเริ่มมีความยืดหยุ่นลดลง ทั้งนี้ ริ้วรอยแต่ละตำแหน่งอาจมีสาเหตุแตกต่างกัน จึงควรประเมินลักษณะและปัจจัยที่เกี่ยวข้องก่อนเลือกหัตถการที่เหมาะสม

3. ผิวแห้งหรือขาดน้ำ

สำหรับผิวที่มีลักษณะแห้ง ขาดน้ำ หรือดูไม่อิ่มฟู HA (Hyaluronic Acid) ซึ่งเป็นหนึ่งในส่วนประกอบของโปรแกรม JUVELOOK มีคุณสมบัติในการอุ้มน้ำ จึงมีส่วนเกี่ยวข้องกับการดูแลความชุ่มชื้นของผิว

อย่างไรก็ตาม ผิวแห้งอาจเกิดได้จากหลายปัจจัย ตั้งแต่สภาพแวดล้อม การดูแลผิว เกราะป้องกันผิว ไปจนถึงการเปลี่ยนแปลงตามวัย ดังนั้น การเลือกแนวทางดูแลควรพิจารณาจากสาเหตุและสภาพผิวของแต่ละบุคคลร่วมด้วย ไม่ควรสรุปว่าผิวแห้งทุกกรณีจำเป็นต้องฉีด

4. ผิวไม่เรียบเนียน

คำว่า ผิวไม่เรียบเนียน อาจครอบคลุมทั้ง Texture ที่ไม่สม่ำเสมอ ผิวแห้ง ผิวดูไม่อิ่มฟู หรือความยืดหยุ่นที่ลดลงตามวัย

โปรแกรมนี้อาจถูกนำมาพิจารณาเป็นส่วนหนึ่งของแผนการดูแลที่เน้น Skin Quality มากกว่าการเพิ่มปริมาตรเฉพาะจุด โดยแพทย์จะประเมินว่าปัญหาหลักของผิวเกิดจากอะไร และควรใช้หัตถการใดร่วมด้วยหรือไม่

5. ลักษณะหลุมสิว 

ในกรณีหลุมสิว ควรประเมินเป็นพิเศษ เนื่องจากมีหลายลักษณะและความลึกแตกต่างกัน เช่น Rolling Scar, Boxcar Scar และ Ice Pick Scar ซึ่งอาจเหมาะกับหัตถการแต่ละชนิดแตกต่างกัน

โปรแกรมนี้อาจถูกนำมาพิจารณาเป็นส่วนหนึ่งของแผนการดูแลคุณภาพผิวในบางกรณี แต่ไม่ควรสื่อสารว่าเป็นการรักษาหลุมสิว หรือลบรอยสิวได้โดยตรงในทุกประเภท

หากเป็นหลุมสิวที่มีพังผืดหรือมีความลึกชัดเจน แพทย์อาจพิจารณาหัตถการอื่นที่เหมาะกับลักษณะและโครงสร้างของแผลเป็นร่วมด้วย ดังนั้น ก่อนเลือกแนวทางการดูแล ควรประเมินชนิด ความลึก และโครงสร้างของหลุมสิวก่อน

6. ผิวเริ่มสูญเสียความยืดหยุ่น 

เมื่ออายุมากขึ้น คอลลาเจนและองค์ประกอบที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างผิวมีการเปลี่ยนแปลง ส่งผลให้ความยืดหยุ่นของผิวลดลงและ Texture อาจเปลี่ยนไป

ด้วยคุณสมบัติของ PDLLA ซึ่งอยู่ในกลุ่ม Collagen Biostimulator แนวทางนี้จึงเกี่ยวข้องกับการกระตุ้นกระบวนการสร้างคอลลาเจนของผิว และอาจถูกนำมาพิจารณาในผู้ที่ต้องการเน้นการดูแล Skin Quality มากกว่าการเพิ่มวอลลุ่มเฉพาะจุด

ก่อนตัดสินใจทำโปรแกรม JUVELOOK อย่าเพิ่งถามว่าต้องใช้กี่ครั้ง หรือกี่ซีซี

เพราะสิ่งสำคัญกว่าตัวเลข คือการรู้ว่า ผิวของเราต้องการดูแลเรื่องอะไร ปรึกษาแพทย์ Rassapoom Clinic เพื่อประเมินสภาพผิวและวางแผนการดูแลที่เหมาะกับแต่ละบุคคลก่อนทำ
ลงทะเบียนรับสิทธิพิเศษ
Register to receive exclusive privileges Form

โปรแกรม JUVELOOK เหมาะกับใคร? เช็กจากปัญหาผิวที่เห็นในกระจก

อาจเหมาะกับผู้ที่ต้องการดูแลคุณภาพผิว (Skin Quality) และเริ่มสังเกตว่าผิวมีการเปลี่ยนแปลงจากเดิม เช่น Texture ไม่เรียบเนียน รูขุมขนดูชัดขึ้น ริ้วรอยตื้น ผิวแห้งขาดความชุ่มชื้น หรือความยืดหยุ่นของผิวลดลง โดยการเลือกทำควรพิจารณาจากสภาพผิวและปัญหาที่ต้องการดูแลเป็นรายบุคคล ไม่ใช่ดูจากอายุเพียงอย่างเดียว

ผู้ที่รู้สึกว่าผิวไม่เหมือนเดิม แต่ยังไม่อยากเน้นการเติมวอลลุ่ม

ในช่วงที่ผิวเริ่มมีการเปลี่ยนแปลง ปัญหาที่เห็นอาจไม่ได้เป็นริ้วรอยลึกหรือการสูญเสียวอลลุ่มอย่างชัดเจน แต่อาจเริ่มจากผิวสัมผัสที่เปลี่ยนไป ความชุ่มชื้นลดลง หรือผิวดูไม่เรียบเนียนเหมือนเดิม

กลุ่มนี้เป็นหนึ่งในบริบทที่แพทย์อาจพิจารณา โปรแกรมนี้โดยเฉพาะเมื่อเป้าหมายหลักคือการดูแล Skin Quality มากกว่าการเพิ่มปริมาตรเฉพาะจุด

ผู้ที่ต้องการดูแลผิวไม่เรียบเนียนและ Texture

หากส่องกระจกแล้วรู้สึกว่าผิวดูไม่ละเอียดเหมือนเดิม หรือ Texture มีความไม่สม่ำเสมอ การประเมินควรมองทั้งคุณภาพผิว ความชุ่มชื้น และความยืดหยุ่น ไม่ใช่ดูเฉพาะปัญหาที่อยู่บนผิวชั้นบน

โปรแกรม JUVELOOK อาจถูกนำมาพิจารณาเป็นหนึ่งในแนวทางการดูแล Skin Quality ตามลักษณะปัญหาของแต่ละคน

ผู้ที่เริ่มเห็นรูขุมขนชัดขึ้น

รูขุมขนที่ดูกว้างขึ้นอาจสัมพันธ์กับหลายปัจจัย ทั้งความมัน สภาพผิว อายุ และการเปลี่ยนแปลงของความยืดหยุ่นของผิว ดังนั้นก่อนเลือกหัตถการจึงควรแยกก่อนว่า รูขุมขนที่เห็น เกิดจากอะไร?

ในกรณีที่เกี่ยวข้องกับคุณภาพและ Texture ของผิว แพทย์อาจพิจารณาโปรแกรม JUVELOOK เป็นส่วนหนึ่งของแผนการดูแลสุขภาพผิว 

ผู้ที่เริ่มมีริ้วรอยตื้น

ริ้วรอยตื้นเป็นอีกสัญญาณหนึ่งที่สะท้อนการเปลี่ยนแปลงของคุณภาพผิว โดยเฉพาะเมื่อผิวเริ่มมีความยืดหยุ่นลดลง

โปรแกรมนี้จึงอาจเหมาะกับผู้ที่ต้องการดูแล Skin Quality ร่วมกับริ้วรอยตื้น โดยแพทย์จะประเมินก่อนว่าริ้วรอยเกิดจากคุณภาพผิว การเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อ หรือการสูญเสียวอลลุ่ม เพราะแต่ละสาเหตุมีแนวทางการดูแลแตกต่างกัน

ผู้ที่มีผิวแห้งหรือขาดความชุ่มชื้น

สำหรับคนที่ผิวแห้ง ดูไม่อิ่ม หรือแต่งหน้าแล้วเห็น Texture ชัด ปัญหาอาจเกี่ยวข้องกับระดับความชุ่มชื้นและสภาพผิวโดยรวม

ด้วยคุณสมบัติของ HA ในโปรแกรมนี้ที่เกี่ยวข้องกับการอุ้มน้ำ แพทย์อาจพิจารณาโปรแกรมนี้ในแนวทางการดูแลผิวที่ต้องการเน้นความชุ่มชื้นร่วมกับ Skin Quality

ผู้ที่เริ่มรู้สึกว่าผิวสูญเสียความยืดหยุ่น

เมื่ออายุมากขึ้น โครงสร้างและองค์ประกอบของผิวจะค่อย ๆ เปลี่ยนแปลง ส่งผลให้ผิวมีความยืดหยุ่นลดลง รวมถึงอาจเริ่มเห็นริ้วรอยและ Texture ที่เปลี่ยนไปชัดเจนขึ้น

ดดยโปรแกรมนี้มีส่วนประกอบของ PDLLA ซึ่งอยู่ในกลุ่ม Collagen Biostimulator และมีส่วนเกี่ยวข้องกับกระบวนการสร้างคอลลาเจน จึงอาจเหมาะกับผู้ที่ต้องการเน้นการดูแลคุณภาพผิวและความยืดหยุ่น โดยแพทย์จะประเมินสภาพผิวและปัญหาที่ต้องการดูแลก่อนวางแผนการรักษา

โปรแกรม JUVELOOK ฉีดบริเวณไหนได้บ้าง? ตำแหน่งฉีดต้องเลือกตามปัญหาผิว

ตำแหน่งที่ฉีด ไม่ควรกำหนดจากรายการว่า “ฉีดได้กี่จุด” เพียงอย่างเดียว เพราะบริเวณที่ต้องการดูแลแต่ละแห่งมีโครงสร้างผิว ความหนาของเนื้อเยื่อ และปัจจัยทางกายวิภาคที่แตกต่างกัน แพทย์จึงควรประเมินปัญหา สภาพผิว และชั้นผิวก่อนวางแผนตำแหน่งและเทคนิคที่เหมาะสม

สำหรับการดูแล คุณภาพผิวบริเวณใบหน้า สามารถพิจารณาพื้นที่หลักตามลักษณะปัญหาผิวได้ 3 กลุ่ม ดังนี้

1. บริเวณใบหน้า

ใบหน้าเป็นบริเวณที่พบปัญหาคุณภาพผิวได้หลายรูปแบบ ตั้งแต่ ผิวไม่เรียบเนียน รูขุมขนดูกว้าง ริ้วรอยตื้น ไปจนถึงความยืดหยุ่นของผิวที่เริ่มลดลง

แพทย์อาจพิจารณาบริเวณต่าง ๆ ของใบหน้าตามปัญหาที่ต้องการดูแล เช่น แก้ม ขมับ หรือบริเวณที่มีการเปลี่ยนแปลงของ Texture โดยตำแหน่ง ปริมาณ และเทคนิคที่ใช้ควรปรับให้เหมาะกับสภาพผิวและโครงสร้างของแต่ละบุคคล

2. บริเวณรอบดวงตา 

บริเวณรอบดวงตาเป็นพื้นที่ที่ต้องใช้ความละเอียดในการประเมินมากกว่าบริเวณทั่วไป เนื่องจากมีโครงสร้างสำคัญและชั้นผิวที่แตกต่างกัน

หากต้องการดูแลริ้วรอยหรือ Texture รอบดวงตา แพทย์ควรประเมิน ลักษณะริ้วรอย ความหนาของผิว ตำแหน่งที่ต้องการดูแล และโครงสร้างโดยรอบ ก่อนพิจารณาว่า เหมาะสมหรือไม่

3. บริเวณคอ 

บริเวณคอสามารถพบการเปลี่ยนแปลงของ Skin Quality ได้เช่นเดียวกับใบหน้า เช่น ผิวมี Texture เปลี่ยนไปหรือความยืดหยุ่นลดลง

จึงทำให้อาจถูกพิจารณาในบางกรณี หากแพทย์ประเมินแล้วว่าเหมาะกับปัญหาและตำแหน่งดังกล่าว แต่ไม่ควรนำข้อมูลของการฉีดบริเวณใบหน้ามาเหมารวมกับบริเวณคอ เนื่องจากลักษณะผิวและโครงสร้างมีความแตกต่างกัน

โปรแกรม JUVELOOK มีจุดเด่นอย่างไร? ต่างจาก Skin Booster และ Collagen Biostimulator อย่างไร?

โปรแกรมนี้มีจุดเด่นจากการผสาน PDLLA (Poly-D,L-Lactic Acid) + Hyaluronic Acid (HA) ชนิดไม่เชื่อมพันธะ ไว้ในผลิตภัณฑ์เดียว โดย PDLLA มีบทบาทเกี่ยวข้องกับการกระตุ้นกระบวนการสร้างคอลลาเจน ขณะที่ HA ทำหน้าที่เป็น Gel Carrier และมีส่วนเกี่ยวข้องกับการดูแลความชุ่มชื้นและความอิ่มฟูของผิว จึงมีแนวทางการดูแล Skin Quality ควบคู่กับความอิ่มฟูของผิว

อีกจุดที่น่าสนใจคือ ลักษณะอนุภาคของโปรแกรม JUVELOOK ที่มีรูปทรงกลม โดยออกแบบให้อนุภาคสลายตัวจากภายในสู่ภายนอก ซึ่งเป็นคุณสมบัติของโครงสร้างผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับการกระจายตัวและการตอบสนองของเนื้อเยื่อ ทั้งนี้ การเกิดก้อนหรือปฏิกิริยาการอักเสบยังขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย รวมถึงเทคนิคการใช้และการตอบสนองของแต่ละบุคคล

นอกจากนี้ โปรแกรม JUVELOOK ยังมีคุณสมบัติด้านอุณหภูมิ โดยข้อมูลผลิตภัณฑ์ระบุว่าเมื่อผสมกับน้ำเกลือหรือน้ำกลั่น ค่าอุณหภูมิการเปลี่ยนสถานะ (Tg) จะอยู่ที่ประมาณ 39°C ซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องกับคุณสมบัติของผลิตภัณฑ์หลังการเตรียมก่อนใช้งาน และอาจช่วยลดความรู้สึกแสบร้อนระหว่างและหลังการทำหัตถการได้

เมื่อมองในภาพรวม Skin Booster เป็นกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่มีหลายสูตรและหลายส่วนประกอบ ขณะที่ Collagen Biostimulator เป็นกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่เน้นการกระตุ้นกระบวนการสร้างคอลลาเจน ส่วน JUVELOOK มีลักษณะเฉพาะจากการผสาน PDLLA และ HA ไว้ด้วยกัน 

ดังนั้น การเลือกจึงไม่ควรเริ่มจากคำถามว่า “ตัวไหนดีกว่า?” แต่ควรเริ่มจาก “ปัญหาผิวของเราคืออะไร และต้องการดูแลด้านไหน?” ซึ่งสามารถดูความแตกต่างของแต่ละกลุ่มได้จากตารางด้านล่าง

เลือกตามปัญหาผิว: แต่ละกลุ่มเหมาะกับการดูแลแบบไหน? 

โปรแกรม/กลุ่มส่วนประกอบหลักแนวทางการดูแลเหมาะกับ
โปรแกรม JUVELOOKPDLLA (Poly-D,L-Lactic Acid) + HA  (Hyaluronic Acid) ฟื้นฟูคุณภาพผิว (Skin Quality) ควบคู่กับการกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน และเติมความชุ่มชื้นให้ผิวอย่างล้ำลึกผู้ที่มีปัญหาผิวไม่เรียบเนียน มีริ้วรอยตื้น รูขุมขนกว้าง ผิวแห้งขาดน้ำ หรือเริ่มมีสัญญาณของผิวที่สูญเสียความยืดหยุ่น
กลุ่ม Skin Boosterแตกต่างกันตามผลิตภัณฑ์เติมความชุ่มชื้นและสารอาหารให้ผิว ปรับสภาพผิว (Texture) ให้ดูอิ่มน้ำและสุขภาพดี ตามคุณสมบัติของแต่ละผลิตภัณฑ์ผู้ที่มีปัญหาผิวแห้งกร้าน ขาดน้ำ หมองคล้ำ หรือต้องการฟื้นฟูสภาพผิวให้ดูอิ่มฟูฉ่ำวาว (แก้ปัญหาตามจุดเด่นของแต่ละผลิตภัณฑ์)
โปรแกรม RejuranPN (Polynucleotide)ซ่อมแซมและฟื้นฟูเซลล์ผิวที่เสื่อมสภาพ ปรับสมดุลและยกระดับคุณภาพผิว (Skin Quality) ให้ผิวกลับมาแข็งแรงผู้ที่มีปัญหาผิวเสื่อมโทรม เกราะป้องกันผิวอ่อนแอ มีรอยสิว รูขุมขนกว้าง หรือต้องการฟื้นฟูโครงสร้างผิวให้แข็งแรงจากภายใน
โปรแกรม SculptraPLLA (Poly-L-Lactic Acid)ทำหน้าที่เป็น Collagen Biostimulator เน้นกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนตามธรรมชาติ เพื่อฟื้นฟูโครงสร้างผิวชั้นลึกผู้ที่มีปัญหาผิวหย่อนคล้อยตามวัย โครงสร้างผิวไม่กระชับ มีความพับยุบตัว หรือต้องการฟื้นฟูความแน่นกระชับของผิวในระยะยาว
โปรแกรมฉีด GouriPCL (Polycaprolactone)ทำหน้าที่เป็น Collagen Biostimulator ช่วยกระตุ้นคอลลาเจนทั่วใบหน้า เพื่อปรับปรุงคุณภาพผิวให้แน่นกระชับและเรียบเนียนผู้ที่มีปัญหาริ้วรอยแห่งวัย ผิวสูญเสียความกระชับ หรือต้องการยกระดับคุณภาพผิว (Skin Quality) แบบองค์รวมทั่วใบหน้าให้แลดูอ่อนเยาว์

หมายเหตุ: ตารางนี้เป็นการเปรียบเทียบในภาพรวมเพื่อช่วยทำความเข้าใจ ไม่ได้หมายความว่าสามารถเลือกหัตถการจากปัญหาเพียงข้อเดียว เนื่องจากข้อบ่งใช้ วิธีใช้ และความเหมาะสมขึ้นอยู่กับผลิตภัณฑ์และการประเมินทางการแพทย์

โปรแกรม JUVELOOK ต่างจากโปรแกรมฉีดฟิลเลอร์อย่างไร?

โปรแกรม JUVELOOK ไม่ใช่ฟิลเลอร์ในความหมายของหัตถการที่มีเป้าหมายหลักเพื่อเติมเต็มร่องลึกหรือเพิ่มวอลลุ่มเฉพาะจุด แต่เป็นผลิตภัณฑ์ที่มี PDLLA + HA และมีแนวทางการดูแลที่เน้น Skin Quality ร่วมกับกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับการสร้างคอลลาเจน

ขณะที่โปรแกรมฉีดฟิลเลอร์ โดยทั่วไปใช้สารเติมเต็มเพื่อเพิ่มปริมาตรหรือเติมเต็มบริเวณที่มีการยุบตัว เช่น ร่องลึก หรือบริเวณที่ต้องการ ปรับรูปหน้า โดย HA Filler เป็นกลุ่มสารเติมเต็มที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย

ดังนั้น แม้ทั้งโปรแกรม JUVELOOK และโปรแกรมฉีดฟิลเลอร์จะเป็นหัตถการฉีดเหมือนกัน แต่มีเป้าหมายในการดูแลผิวและโครงสร้างใบหน้าที่แตกต่างกัน

หัวข้อโปรแกรม JUVELOOK โปรแกรมฉีดฟิลเลอร์ 
เป้าหมายหลักเน้นดูแล Skin Quality และกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับคอลลาเจนเน้นการเติมเต็ม ปรับร่องลึก และปรับสัดส่วนใบหน้าตามชนิดของฟิลเลอร์ 
ส่วนประกอบPDLLA + HAแตกต่างกันตามผลิตภัณฑ์ โดย HA Filler เป็นกลุ่มที่ใช้กันทั่วไป
บทบาทของ HAเป็นหนึ่งในส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์และเกี่ยวข้องกับความชุ่มชื้นของผิวใช้เป็นสารเติมเต็มเพื่อเพิ่มปริมาตรและพยุงเนื้อเยื่อในตำแหน่งที่เหมาะสม
การเปลี่ยนแปลงที่ต้องการดูแลTexture, ความชุ่มชื้น, ริ้วรอยตื้น และคุณภาพผิวโดยรวมร่องลึก การสูญเสีย Volume หรือการปรับรูปทรงเฉพาะจุด
แนวคิดในการเลือกเลือกจากคุณภาพผิวและปัญหา Skin Qualityเลือกจากตำแหน่ง ปริมาตรที่หายไป และโครงสร้างใบหน้า

ข้อควรรู้ก่อนและหลังทำโปรแกรม JUVELOOK

การเตรียมตัวก่อนและการดูแลผิวหลังทำโปรแกรม JUVELOOK มีส่วนช่วยให้การทำหัตถการเป็นไปอย่างเหมาะสม โดยสิ่งสำคัญไม่ได้มีเพียงการงดกิจกรรมบางอย่าง แต่ควรเริ่มตั้งแต่ การแจ้งประวัติสุขภาพ ยาที่ใช้ ประวัติแพ้ และสภาพผิวในวันที่เข้ารับบริการ เพื่อให้แพทย์ประเมินความเหมาะสมก่อนวางแผนการฉีด

การเตรียมตัวก่อนทำโปรแกรม JUVELOOK

  1. ก่อนฉีดควรแจ้งแพทย์เกี่ยวกับ
    • โรคประจำตัวและประวัติการรักษา
    • ยา วิตามิน และอาหารเสริมที่รับประทานอยู่
    • ประวัติการแพ้ยา แพ้อาหาร หรือแพ้ส่วนประกอบต่าง ๆ
    • ประวัติการฉีดสารหรือทำหัตถการบริเวณที่จะทำ
    • การตั้งครรภ์ ให้นมบุตร หรือภาวะสุขภาพที่เกี่ยวข้อง
    • หากบริเวณที่จะฉีดมีผื่น แผล การอักเสบ หรือติดเชื้อ
  2. ผู้ที่ใช้ยาหรือผลิตภัณฑ์บางชนิดที่อาจมีผลต่อการเกิดเลือดออกหรือรอยช้ำ ไม่ควรหยุดยาที่แพทย์สั่งด้วยตัวเอง แต่ควรแจ้งแพทย์เพื่อประเมินก่อนทำ
  3. หากใช้ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวที่อาจทำให้เกิดการระคายเคือง เช่น AHA, BHA หรือ Retinol หรือเพิ่งทำทรีตเมนต์และหัตถการอื่น ควรแจ้งแพทย์เช่นกัน เพราะอาจมีคำแนะนำให้เว้นระยะก่อนฉีดตามสภาพผิว

การดูแลตัวเองหลังทำโปรแกรม JUVELOOK

ในช่วงแรกหลังฉีดโปรแกรม JUVELOOK อาจมีอาการบวม แดง รอยเข็ม หรือรอยช้ำบริเวณที่ทำได้ ซึ่งระดับและระยะเวลาของอาการแตกต่างกันในแต่ละบุคคล

  1. ควรหลีกเลี่ยงปัจจัยที่อาจกระตุ้นความร้อนหรือการระคายเคือง เช่น
    • ออกกำลังกายหนักหรือกิจกรรมที่ทำให้เหงื่อออกมาก
    • ซาวน่า อบไอน้ำ หรือกิจกรรมที่มีความร้อนสูง
    • การสัมผัสแสงแดดจัดเป็นเวลานาน
    • การนวด กด หรือคลึงบริเวณที่ฉีดแรง ๆ
    • ผลิตภัณฑ์หรือทรีตเมนต์ที่อาจทำให้ผิวระคายเคือง ตามคำแนะนำของแพทย์
  2. สามารถแต่งหน้า ล้างหน้า และกลับไปใช้สกินแคร์ตามปกติ แต่ควรปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ เนื่องจากระยะเวลาที่เหมาะสมอาจแตกต่างกันตามบริเวณและเทคนิคที่ใช้
  3. งดดื่มแอลกอฮอล์หลังฉีดประมาณ 1-2 สัปดาห์ เพราะอาจเป็นปัจจัยที่ทำให้อาการบวม แดง หรือรอยช้ำเห็นได้ชัดขึ้นในบางราย

ทำไมหลายคนเลือกทำโปรแกรม JUVELOOK ที่ Rassapoom Clinic?

การเลือกทำโปรแกรม JUVELOOK ไม่ได้ขึ้นอยู่กับชื่อของผลิตภัณฑ์เพียงอย่างเดียว แต่ควรเริ่มจากการดูว่า ผิวมีปัญหาอะไร และต้องการดูแลในด้านใด เพราะแม้จะมีปัญหาที่มองเห็นคล้ายกัน แต่สภาพผิวและสาเหตุของแต่ละคนอาจแตกต่างกัน

ที่ Rassapoom Clinic เราให้ความสำคัญกับการประเมินก่อนทำ เพื่อให้แพทย์สามารถวางแผนการดูแลให้เหมาะกับสภาพผิว ตำแหน่งที่ต้องการดูแล และเป้าหมายของแต่ละคน

1. ประเมินผิวก่อนเลือกแนวทางการดูแล

ก่อนทำ แพทย์จะประเมินสภาพผิวและปัญหาที่ต้องการดูแล ไม่ว่าจะเป็น ผิวไม่เรียบเนียน รูขุมขนดูกว้าง ริ้วรอยตื้น หรือความยืดหยุ่นของผิวที่ลดลง

เพราะปัญหาเหล่านี้อาจเกิดจากหลายปัจจัย การประเมินจึงช่วยให้เห็นว่าปัญหาหลักอยู่ที่คุณภาพผิวหรือมีปัจจัยด้านอื่นร่วมด้วย ก่อนพิจารณาว่า โปรแกรม JUVELOOK เหมาะกับผิวหรือไม่

2. แยกปัญหาคุณภาพผิวกับปัญหาโครงสร้างใบหน้า

ปัญหาบนใบหน้าไม่ได้มีเพียงเรื่องคุณภาพผิวเท่านั้น บางคนมีปัญหาผิวไม่เรียบเนียนหรือริ้วรอยตื้น ขณะที่บางคนมีการสูญเสียปริมาตร มีร่องลึก หรือมีการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างใบหน้าร่วมด้วย

หากโจทย์หลักอยู่ที่ Skin Quality แพทย์อาจพิจารณาโปรแกรม JUVELOOK เป็นหนึ่งในแนวทางการดูแล แต่หากปัญหาหลักเกี่ยวข้องกับปริมาตรหรือโครงสร้างใบหน้า อาจต้องเลือกหัตถการประเภทอื่นให้เหมาะกับปัญหามากกว่า

3. วางแผนการฉีดตามแต่ละบริเวณ

ผิวแต่ละบริเวณบนใบหน้ามีลักษณะไม่เหมือนกัน ทั้งความหนาของผิว ชั้นเนื้อเยื่อ และลักษณะปัญหาที่พบ

ดังนั้น การวางแผนจึงต้องพิจารณาตำแหน่ง ชั้นผิว ปริมาณ และเทคนิคการฉีด ให้สัมพันธ์กับบริเวณที่ต้องการดูแล โดยไม่จำเป็นต้องใช้รูปแบบเดียวกันทั่วทั้งใบหน้า

4. ให้ความสำคัญกับมาตรฐานในทุกขั้นตอน

การดูแลผิวไม่ได้มีเพียงขั้นตอนการฉีด แต่เริ่มตั้งแต่การประเมินก่อนทำ การเตรียมตัว การทำหัตถการ การดูแลหลังทำ และการติดตามผล

Rassapoom Clinic ให้ความสำคัญกับกระบวนการเหล่านี้อย่างเป็นระบบ ภายใต้แนวทางการดูแลและมาตรฐานของคลินิก ขณะที่รายละเอียดของการรักษาสามารถปรับตามสภาพผิวและปัญหาของแต่ละบุคคล

5. ติดตามผลตามระยะเวลาของการเปลี่ยนแปลง

หลังทำ ไม่ควรประเมินการเปลี่ยนแปลงของผิวจากวันแรกเพียงอย่างเดียว เนื่องจากการดูแลที่เกี่ยวข้องกับ PDLLA และกระบวนการสร้างคอลลาเจน ต้องใช้เวลาในการเปลี่ยนแปลง

แพทย์จึงสามารถติดตามสภาพผิวหลังทำ เพื่อดูการตอบสนองและใช้ข้อมูลดังกล่าวประกอบการวางแผนดูแลในครั้งต่อไป หากมีความจำเป็น

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโปรแกรม JUVELOOK

โปรแกรม JUVELOOK คืออะไร?

โปรแกรม JUVELOOK เป็น Collagen Biostimulator ที่ประกอบด้วย PDLLA และ HA โดย HA ช่วยดูแลเรื่องความชุ่มชื้นและความอิ่มฟูของผิว ส่วน PDLLA มีบทบาทในการกระตุ้นกระบวนการสร้างคอลลาเจน จึงนำมาใช้เพื่อดูแลคุณภาพผิว (Skin Quality) และ Texture มากกว่าการเติมปริมาตรให้ใบหน้า

จุดเด่นของโปรแกรม JUVELOOK คือการดูแล คุณภาพผิวโดยรวม ไม่ว่าจะเป็นผิวที่ดูไม่เรียบเนียน รูขุมขน ริ้วรอยตื้น ผิวแห้งขาดความชุ่มชื้น หรือผิวที่เริ่มเสียความยืดหยุ่น 

โดยก่อนทำ แพทย์จะประเมินก่อนว่าปัญหาที่ต้องการดูแลเหมาะกับโปรแกรม JUVELOOK หรือควรใช้วิธีอื่นร่วมด้วย

เหมาะกับผู้ที่รู้สึกว่าผิวเริ่มเปลี่ยนไป เช่น ผิวไม่ละเอียดเหมือนเดิม รูขุมขนเห็นชัดขึ้น มีริ้วรอยตื้น ผิวแห้ง หรือความยืดหยุ่นลดลง

แต่หากปัญหาหลักเป็นเรื่องโครงสร้างใบหน้า ร่องลึก หรือการสูญเสียวอลลุ่ม การใช้โปรแกรม JUVELOOK เพียงอย่างเดียวอาจไม่ใช่คำตอบ แพทย์จึงควรประเมินปัญหาก่อนเลือกโปรแกรม

สามารถนำมาพิจารณาในผู้ที่มีปัญหา รูขุมขนและผิวไม่เรียบเนียน โดยเน้นดูแลคุณภาพและ Texture ของผิว

อย่างไรก็ตาม รูขุมขนที่เห็นชัดอาจเกี่ยวข้องกับหลายปัจจัย ทั้งความมัน สภาพผิว อายุ และโครงสร้างของผิว จึงควรดูสาเหตุร่วมด้วย ไม่ใช่พิจารณาจากขนาดของรูขุมขนเพียงอย่างเดียว

ในบางกรณี โปรแกรมนี้อาจนำมาใช้เป็นส่วนหนึ่งของการดูแล ลักษณะหลุมสิวและ Skin Texture ได้ แต่ผลที่ได้ขึ้นอยู่กับชนิดและความลึกของหลุมสิว

เพราะหลุมสิวแต่ละแบบมีโครงสร้างไม่เหมือนกัน หากเป็นหลุมที่มีพังผืดหรือมีความลึกมาก แพทย์อาจพิจารณาหัตถการอื่นร่วมด้วย เพื่อให้แนวทางการดูแลเหมาะกับลักษณะหลุมสิวมากขึ้น

สามารถพิจารณาฉีดบริเวณใต้ตาได้ในบางกรณี แต่บริเวณนี้ต้องอาศัยความละเอียดในการประเมินมากกว่าบริเวณทั่วไป เพราะผิวบางและมีโครงสร้างสำคัญอยู่โดยรอบ

ก่อนทำจึงควรแยกให้ชัดก่อนว่าเป็น ริ้วรอย ผิวบาง ความแห้ง หรือร่องใต้ตา เพราะแต่ละปัญหาอาจใช้แนวทางดูแลต่างกัน

ความรู้สึกระหว่างฉีดขึ้นอยู่กับบริเวณ เทคนิค และความไวต่อความเจ็บของแต่ละคน ก่อนทำสามารถใช้วิธีช่วยลดความไม่สบายตามความเหมาะสม ทั้งนี้ หากกังวลเรื่องความเจ็บ ควรแจ้งแพทย์ตั้งแต่ก่อนเริ่มทำ เพื่อให้สามารถเตรียมการได้เหมาะกับแต่ละคน

หลังฉีดอาจมีอาการบวม แดง รอยช้ำ รอยเข็ม หรือตุ่มนูนเล็ก ๆ บริเวณที่ทำได้ โดยเฉพาะบริเวณผิวบางอย่างใต้ตา อาจเห็นอาการบวมได้ชัดกว่าบริเวณอื่น

ซึ่งอาการในช่วงแรกจะค่อย ๆ ลดลง แต่ระยะเวลาที่ผิวกลับมาเข้าที่ไม่เท่ากันทุกคน จึงไม่ควรยึดว่าต้องหายภายในจำนวนวันเดียว แต่ถ้ามีอาการบวม แดง หรือปวดมากขึ้น ควรติดต่อคลินิกเพื่อให้แพทย์ประเมิน

สามารถคงสภาพอยู่ใต้ผิวได้นานถึง 12-16 เดือน ทั้งนี้ระยะเวลาการคงสภาพขึ้นอยู่กับการดูแลรักษาของผู้รับบริการ รวมถึงการดูแลผิวและการปฏิบัติตามคำแนะนำหลังทำ

 สามารถทำร่วมกับหัตถการประเภทอื่นได้ แต่ลำดับการทำควรแตกต่างกันตามประเภทของหัตถการ

  • หากเป็นทรีตเมนต์หรือเลเซอร์ แนะนำให้ฉีดโปรแกรม JUVELOOK ก่อน แล้วจึงทำทรีตเมนต์หรือเลเซอร์ชนิดต่าง ๆ
  • หากเป็นหัตถการประเภทฉีด ควรแยกบริเวณที่ทำออกจากกัน หรือปรึกษาแพทย์ก่อนหากต้องการฉีดร่วมกัน เพื่อให้แพทย์ประเมินความเหมาะสมของแต่ละหัตถการ

ดังนั้น หากมีแผนทำหัตถการอื่นร่วมด้วย ควรแจ้งแพทย์ทุกครั้งก่อนเริ่มการรักษา เพื่อจัดลำดับการทำให้เหมาะสมกับสภาพผิวและบริเวณที่ต้องการดูแล

ตรวจสอบความถูกต้องโดย

หมอหนุ่ม
นพ.รัสมิ์ภูมิ สุเมธีวิทย์
แพทย์ผิวหนังเฉพาะทาง ( ว.19863 )

นัดหมายเพื่อรับคำปรึกษา

ทักแชตปรึกษาทางไลน์ หรือฝากข้อมูลติดต่อไว้ เพื่อให้แพทย์ประเมินปัญหาและออกแบบโปรแกรมการดูแลเฉพาะบุคคล
ลงทะเบียนรับสิทธิพิเศษ
Register to receive exclusive privileges Form
ที่ตั้งของเรา
5 สาขา
มาตรฐานเดียวกันในทุกสาขา
ดูแลโดยแพทย์ผู้ชำนาญการ ด้วยมาตรฐานการรักษาเดียวกันในทุกสาขา พร้อมแนวทางการรักษาเฉพาะบุคคล
เพื่อผลลัพธ์ที่ปลอดภัย ดูเป็นสไตล์ธรรมชาติ และได้มาตรฐานในทุกครั้งที่เข้ารับบริการ.
สาขาสุขุมวิท 49
(ใกล้โรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิท) 129/2 ซอย กลาง ถนน สุขุมวิท49 แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพ  10110
สาขาพระราม 2
291 293 299 ถ.พระรามที่ 2 แขวง แสมดำ เขต บางขุนเทียน กรุงเทพ 10150
สาขารัตนาธิเบศร์
(ใกล้ซอยท่าอิฐ) 110/34 ,110/35, ตำบล ไทรม้า, อำเภอเมืองนนทบุรี, นนทบุรี 11000
สาขาเลียบด่วนรามอินทรา
(หลังเซ็นทรัลเฟสติวัล อีสต์วิลล์) 102 นาคนิวาส 6 แขวง ลาดพร้าว เขตลาดพร้าว กรุงเทพ 10230
สาขาทวีวัฒนา
355/2-3 ชั้น 1 แขวงหนองค้างพลู เขตหนองแขม กรุงเทพ 10160
ดีไซน์ความงามเฉพาะบุคคล โดยทีมแพทย์รัสมิ์ภูมิ คลินิกPersonalized Consultation by Rassapoom Clinic
มั่นใจในผลลัพธ์ที่ดูเป็นสไตล์ธรรมชาติ  ด้วยเทคนิคและมาตรฐานสถานพยาบาล โดย นพ.รัสมิ์ภูมิ สุเมธีวิทย์ และทีมแพทย์  ณ Rassapoom Clinic ทั้ง 5 สาขา
เปิดทุกวัน 10:00–20:00 น. · 5 สาขาทั่วกรุงเทพฯ