แก้ปัญหาใต้ตาสารพัด คืนความสดใสให้ใบหน้าด้วยโปรแกรม ฟิลเลอร์ใต้ตา

เมื่ออายุของเราเพิ่มมากขึ้น ปัญหาผิวพรรณและโครงสร้างใบหน้าย่อมมีการเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะบริเวณรอบดวงตาซึ่งถือเป็นจุดศูนย์กลางของใบหน้าและเป็นจุดสังเกตแรกที่ผู้คนมักจะมองเห็น เมื่อกะโหลกศีรษะส่วนใบหน้าเริ่มทรุดตัวลง คอลลาเจนและอีลาสตินใต้ชั้นผิวที่เคยทำหน้าที่เป็นโครงข่ายพยุงผิวก็ลดน้อยลง ส่งผลให้เนื้อเยื่อและไขมันบริเวณใบหน้าหายไป ผิวหนังจึงเกิดความหย่อนคล้อย ดูโทรม และเกิดปัญหาร่องลึกหรือรอยโบ๋บริเวณใต้ตาอย่างเห็นได้ชัด นอกจากนี้ยังมีปัญหาร่องน้ำตา (Tear Trough) หรือเบ้าตาลึก (Hollow Under Eye) ที่สามารถเกิดได้จากปัจจัยทางพันธุกรรม ภูมิแพ้ หรือพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวัน การฉีด โปรแกรม ฟิลเลอร์ใต้ตา จึงก้าวเข้ามาเป็นทางเลือกอันดับต้นๆ ในการแก้ปัญหาเหล่านี้ อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่ต้องเน้นย้ำคือ มันต้องไปอยู่ใน เทคนิคการฉีดหนึ่งเดียวในประเทศไทย เพราะโปรแกรม ฟิลเลอร์เหมือนกัน แต่ เทคนิค และ ฝีมือ ต่างกัน ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่จะช่วยให้การเติมเต็มสารไฮยาลูรอนิก แอซิด (Hyaluronic Acid) บริเวณใต้ตาเกิดประสิทธิภาพสูงสุด ช่วยอุ้มน้ำ เพิ่มความชุ่มชื้น และกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใต้ผิวหนังได้อย่างเป็นธรรมชาติที่สุด

โปรแกรม ฟิลเลอร์ใต้ตาช่วยเรื่องอะไรบ้าง?

การตัดสินใจเข้ารับบริการฉีดโปรแกรม ฟิลเลอร์ใต้ตา เป็นวิธีการแก้ปัญหาที่ตรงจุด เจ็บตัวน้อย ไม่ต้องเสียเวลาพักฟื้นนานเหมือนการผ่าตัดศัลยกรรม และที่สำคัญคือให้ผลลัพธ์ที่ดูเป็นสไตล์ธรรมชาติ สอดคล้องกับการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อใบหน้า โดยสามารถช่วยแก้ปัญหาหลักๆ ได้อย่างครอบคลุม ดังรายละเอียดต่อไปนี้:

  • ลดเลือนริ้วรอยและรอยตีนการอบดวงตา: บริเวณรอบดวงตาเป็นผิวที่บอบบางและเกิดริ้วรอยได้ง่ายที่สุด โปรแกรม ฟิลเลอร์จะเข้าไปทำหน้าที่เติมเต็มรอยเหี่ยวย่น ร่องลึก และริ้วรอยเล็กๆ (Fine lines) ที่ทำให้ใบหน้าดูมีอายุ ให้ผิวกลับมาเรียบเนียนและดูตึงกระชับขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
  • แก้ไขปัญหาขอบตาดำคล้ำ (Panda Eyes): สำหรับผู้ที่มีปัญหาใต้ตาคล้ำจากเส้นเลือดใต้ผิวหนังที่ขยายตัว หรือความบางของผิวบริเวณใต้ตา โปรแกรม ฟิลเลอร์ใต้ตาจะเข้าไปทำหน้าที่เสมือนเกราะบดบังเส้นเลือดเหล่านั้น พร้อมทั้งเพิ่มความชุ่มชื้นอย่างล้ำลึก ทำให้ความหมองคล้ำลดลง ใบหน้าดูสดชื่นและพักผ่อนเพียงพอ
  • ลดปัญหาถุงใต้ตาแท้และผิวหย่อนคล้อย: “ถุงใต้ตาแท้” เกิดจากการที่โครงสร้างกระดูกเบ้าตายังคงยุบตัวลงตามวัย ทำให้เนื้อเยื่อและไขมันไหลกองลงมา การฉีดโปรแกรม ฟิลเลอร์จะเข้าไปช่วยยกพยุงโครงสร้างที่ยุบตัวนั้นเสมือนการสร้างเสาเข็มใหม่ ทำให้เนื้อเยื่อที่หย่อนคล้อยดูเรียบเนียนกลืนไปกับผิวหน้า ไม่จับตัวเป็นถุงนูน
  • เติมเต็มเบ้าตาลึกและตาโหลให้ดูมีมิติ: ฟื้นฟูโครงสร้างกระดูกและเนื้อเยื่อที่ทรุดตัวหรือยุบตัวลงอย่างรุนแรง ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของอาการตาโหล การเติมสารเติมเต็มจะช่วยเพิ่มวอลลุ่ม (Volume) ให้ใบหน้าดูอิ่มเอิบ ละมุนละไม และแลดูเด็กลงหลายปี

บอกลาตาโหล คืนดวงตาสดใสให้แลดูอ่อนเยาว์อีกครั้ง! กับ Rassapoom

*ปรึกษาแพทย์ผู้ชำนาญการที่ Rassapoom Clinic เพื่อวิเคราะห์โครงสร้างใบหน้าแบบ Case by Case พร้อมรับแนวทางการรักษาที่ตรงจุดและปลอดภัยที่สุด 
ลงทะเบียนรับสิทธิพิเศษ
Register to receive exclusive privileges Form

ใครบ้างที่เหมาะกับการฉีดโปรแกรม ฟิลเลอร์ใต้ตา และใครที่ไม่ควรฉีด?

การทำหัตถการความงามทุกประเภทมีความเหมาะสมกับสภาพร่างกายของแต่ละบุคคลที่แตกต่างกัน เพื่อให้การฉีดโปรแกรม ฟิลเลอร์ใต้ตาได้ผลลัพธ์ที่ทรงประสิทธิภาพและมีความปลอดภัยสูงสุด เรามาพิจารณากันว่าใครบ้างที่ตอบโจทย์หัตถการนี้ และใครที่มีข้อจำกัดที่ควรหลีกเลี่ยงผ่านตารางเปรียบเทียบเชิงลึกด้านล่างนี้ครับ

🟢 กลุ่มผู้ที่เหมาะสมกับการฉีดโปรแกรม ฟิลเลอร์ใต้ตา🔴 กลุ่มผู้ที่มีข้อห้ามหรือไม่ควรฉีดโปรแกรม ฟิลเลอร์ใต้ตา
ผู้ที่มีปัญหาริ้วรอย ร่องลึก ร่องน้ำตา หรือเบ้าตาลึกจากการทรุดตัวของกระดูกตามอายุขัยสตรีที่กำลังตั้งครรภ์ หรือมารดาที่อยู่ในช่วงให้นมบุตร (เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของทารก)
ผู้ที่มีปัญหาขอบตาดำคล้ำสะสมเรื้อรังจากโรคภูมิแพ้ โครงสร้างผิวบาง กระดูกใต้ตาทรุด หรือลักษณะทางพันธุกรรมผู้ที่มีประวัติการแพ้สารประกอบ Hyaluronic Acid (HA) อย่างรุนแรง
ผู้ที่มีปัญหา “ถุงใต้ตาแท้” ในระดับเริ่มต้นถึงปานกลาง ที่เกิดจากการที่กระดูกใต้ตายุบตัวผู้ที่มีภาวะความผิดปกติของการแข็งตัวของเลือด เลือดออกง่าย หรือเลือดหยุดไหลยาก
ผู้ที่ต้องการผลลัพธ์ในการปรับรูปหน้าอย่างรวดเร็ว ไม่มีเวลาพักฟื้น และมีความกังวลเกี่ยวกับการผ่าตัดผู้ที่มีการติดเชื้อ แผลเปิด หรือเป็นโรคผิวหนังอักเสบในบริเวณรอบดวงตาที่ต้องการจะฉีด
ผู้ที่ต้องการฟื้นฟูใบหน้าให้ดูเด็กลง สดใสขึ้น อิ่มน้ำ และดูเป็นธรรมชาติไม่แข็งตึงผู้ที่มีปัญหาถุงใต้ตาขนาดใหญ่มากและผิวหย่อนคล้อยรุนแรง (กลุ่มนี้แนะนำให้ปรึกษาแพทย์เพื่อผ่าตัด)

การเตรียมตัวก่อนฉีดโปรแกรม ฟิลเลอร์ใต้ตาให้ปลอดภัยและได้ผลลัพธ์ที่ดี

เพื่อให้ผลลัพธ์ของการทำหัตถการออกมาสวยงามไร้ที่ติ ลดความเสี่ยงในการเกิดรอยฟกช้ำ อาการบวมน้ำ และเพื่อให้เนื้อเจลของโปรแกรม ฟิลเลอร์สามารถเซ็ตตัวผสานเข้ากับชั้นผิวได้อย่างสมบูรณ์แบบ ผู้เข้ารับบริการควรปฏิบัติตามคำแนะนำในการเตรียมความพร้อมของร่างกายดังต่อไปนี้อย่างเคร่งครัด:

  1. งดเว้นยากลุ่มต้านการอักเสบชนิดไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs): ควรงดยาแก้ปวดกลุ่มนี้ เช่น แอสไพริน (Aspirin), ไอบูโพรเฟน (Ibuprofen), นาพรอกเซน (Naproxen) ล่วงหน้าอย่างน้อย 1-2 สัปดาห์ เนื่องจากยาเหล่านี้มีผลยับยั้งการเกาะตัวของเกล็ดเลือด ทำให้เลือดออกง่ายและเกิดรอยช้ำได้ยาก
  2. งดการรับประทานวิตามินและอาหารเสริมบางชนิด: ควรหลีกเลี่ยงวิตามินอี (Vitamin E), น้ำมันปลา (Fish Oil), น้ำมันพริมโรส, สารสกัดจากใบแปะก๊วย (Ginkgo Biloba), โสม และกระเทียมอัดเม็ด เนื่องจากสารสกัดเหล่านี้ส่งผลต่อระบบการไหลเวียนโลหิตและอาจทำให้เกิดอาการช้ำหลังเข็มได้ง่ายขึ้น
  3. งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และการสูบบุหรี่: ควรงดแอลกอฮอล์ทุกชนิดอย่างน้อย 24-48 ชั่วโมงก่อนฉีด เพื่อลดการสูบฉีดเลือดที่มากเกินไป และควรงดสูบบุหรี่เนื่องจากสารนิโคตินส่งผลให้เส้นเลือดหดตัว ทำให้แผลหายช้า
  4. หลีกเลี่ยงกิจกรรมที่กระตุ้นการสูบฉีดของเลือด: งดการออกกำลังกายอย่างหนักหน่วง การเข้าซาวน่า หรือกิจกรรมที่ทำให้อุณหภูมิในร่างกายสูงขึ้นก่อนเข้าทำหัตถการ
  5. การเลือกคลินิกและแพทย์ผู้ทำการรักษา: ศึกษาข้อมูลของคลินิกอย่างละเอียด ตรวจสอบใบอนุญาต และเลือกแพทย์ที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านกายวิภาคศาสตร์บนใบหน้า (Facial Anatomy) โดยเฉพาะบริเวณรอบดวงตาที่มีเส้นเลือดฝอยหนาแน่น

เลือกยี่ห้อโปรแกรม ฟิลเลอร์ใต้ตาอย่างไร ให้เหมาะกับปัญหาผิวของแต่ละบุคคล?

โปรแกรม ฟิลเลอร์แต่ละแบรนด์ได้มีการพัฒนารุ่นต่างๆ ให้มีเทคโนโลยีการเชื่อมไขว้โมเลกุล (Cross-linking Technology) ที่แตกต่างกัน ทำให้ได้ขนาดโมเลกุล ความยืดหยุ่น ความคงตัว และความสามารถในการอุ้มน้ำที่ไม่เหมือนกัน การประเมินเพื่อเลือกชนิดโปรแกรม ฟิลเลอร์โดยแพทย์ผู้ชำนาญการจึงเป็นขั้นตอนที่สำคัญมากที่สุด นี่คือตารางเจาะลึกเปรียบเทียบยี่ห้อโปรแกรม ฟิลเลอร์ยอดนิยมครับ:

แบรนด์โปรแกรม ฟิลเลอร์ชั้นนำเทคโนโลยีที่ใช้และรุ่นที่นิยมจุดเด่น ลักษณะเนื้อเจล และชั้นผิวที่เหมาะสมระยะเวลาการคงสภาพโดยเฉลี่ย
โปรแกรม ฟิลเลอร์ Juvederm (สหรัฐอเมริกา)VYCROSS Technology
– VOLUMA
– VOLUX
เนื้อเจลมีความคงรูปสูงมาก มีความแข็งปานกลางถึงมาก ปั้นขึ้นรูปได้ง่ายและไม่ไหลย้อย เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการฉีดในชั้นโครงสร้างกระดูกลึกเพื่อยกกระชับใบหน้าและพยุงถุงใต้ตา18 – 24 เดือน
โปรแกรม ฟิลเลอร์ Juvederm (สหรัฐอเมริกา)VYCROSS Technology
– VOLITE
เนื้อเจลมีความละเอียดสูง บางเบา และกลืนเข้ากับเนื้อเยื่อผิวได้รวดเร็ว เหมาะสำหรับการฉีดชั้นผิวหนังแท้เพื่อเก็บริ้วรอยตื้นๆ และเพิ่มความฉ่ำวาวชุ่มชื้นรอบดวงตา6 – 8 เดือน
โปรแกรม ฟิลเลอร์ Restylane (สวีเดน)NASHA & OBT Tech
– Lyft
– Defyne
เนื้อโปรแกรม ฟิลเลอร์มีความแข็ง คงตัวสูงมาก และมีแรงยกกระชับ (Lifting Capacity) ที่ดีเยี่ยม เหมาะสำหรับฉีดเติมเต็มแนวกระดูกเบ้าตาที่ยุบตัวและแก้ปัญหาเบ้าตาลึกระดับโครงสร้าง12 – 18 เดือน
โปรแกรม ฟิลเลอร์ Restylane (สวีเดน)NASHA Technology
– Vital Light
โมเลกุลเล็กที่สุด เนื้อละเอียดและนิ่มนวลมาก เหมาะสำหรับการฉีดเก็บรายละเอียดริ้วรอยเล็กๆ ระดับตื้น เพิ่มความสว่างและลดรอยคล้ำใต้ตาได้อย่างเป็นธรรมชาติ6 – 12 เดือน
โปรแกรม ฟิลเลอร์ Belotero (สวิตเซอร์แลนด์)CPM Technology
– Volume
เนื้อเจลมีความแข็ง คงตัว แต่มีความยืดหยุ่นและสปริงตัวสูงมาก สามารถปรับตัวตามการขยับของกล้ามเนื้อได้ดีเยี่ยม ใช้เสริมโครงสร้างกระดูกใต้ตาชั้นลึกได้อย่างเป็นธรรมชาติ18 เดือน
โปรแกรม ฟิลเลอร์ Belotero (สวิตเซอร์แลนด์)CPM Technology
– Soft
ด้วยเทคโนโลยี CPM ทำให้เจลกลืนเข้ากับผิวได้เนียนสนิท โมเลกุลเล็ก บางเบา ไม่จับตัวเป็นก้อนหรือเป็นลำ เหมาะสำหรับแก้ริ้วรอยเล็กๆ รอบดวงตาบนชั้นผิวตื้น6 – 12 เดือน

ข้อสงสัยหลังฉีดโปรแกรม ฟิลเลอร์ใต้ตา: อาการบวม, ระยะเวลาเห็นผล และการดูแลตัวเอง

คำถามพบบ่อยที่หลายคนกังวล :

  • ฉีดโปรแกรม ฟิลเลอร์ใต้ตาเจ็บมากไหม? กระบวนการทำหัตถการจะมีการแปะยาชาชนิดครีมทิ้งไว้ประมาณ 30-45 นาทีก่อนทำ ประกอบกับโปรแกรม ฟิลเลอร์แบรนด์ชั้นนำในปัจจุบันแทบทุกรุ่นจะมีส่วนผสมของยาชา (Lidocaine) อยู่ในตัวเนื้อเจล ทำให้ผู้รับบริการจะรู้สึกเจ็บเพียงเล็กน้อยหรือไม่รู้สึกเจ็บเลยในระหว่างที่เดินยา
  • หลังทำจะบวมกี่วัน และต้องพักฟื้นไหม? บริเวณรอบดวงตาอาจมีอาการบวมตึงเล็กน้อยจากรอยเข็มหรือปฏิกิริยาของเนื้อเจลในช่วง 1-3 วันแรก ซึ่งถือเป็นอาการปกติอย่างยิ่ง และจะค่อยๆ ยุบลงจนเข้ารูปอย่างสมบูรณ์แบบภายใน 1-2 สัปดาห์ โดยไม่จำเป็นต้องลางานเพื่อพักฟื้นแต่อย่างใด
  • เมื่อหมดฤทธิ์แล้วจะทิ้งสารตกค้างหรือไม่? หากเลือกใช้โปรแกรม ฟิลเลอร์แท้ ซึ่งเป็นสารกลุ่มไฮยาลูรอนิก แอซิด (Hyaluronic Acid) สารเหล่านี้จะสามารถถูกเอนไซม์ในร่างกายย่อยสลายไปได้เองตามธรรมชาติจนหมดเกลี้ยง โดยไม่ทิ้งสารตกค้างหรือพังผืดที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย

การดูแลตัวเองหลังฉีดโปรแกรม ฟิลเลอร์ใต้ตาเพื่อยืดอายุผลลัพธ์ (Aftercare Instructions):

  • เพิ่มปริมาณการดื่มน้ำบริสุทธิ์: น้ำคือหัวใจสำคัญของโปรแกรม ฟิลเลอร์ ควรดื่มน้ำให้ได้อย่างน้อยวันละ 2-3 ลิตรในช่วงสัปดาห์แรก น้ำจะช่วยให้สาร HA ดูดซับและอุ้มน้ำได้เต็มที่ ทำให้เนื้อของโปรแกรม ฟิลเลอร์ฟูสวย อิ่มเอิบ และยืดอายุการคงสภาพให้อยู่ได้ยาวนานขึ้น
  • งดสัมผัสความร้อนสูงอย่างเด็ดขาด: ภายในระยะเวลา 2 สัปดาห์แรก ควรหลีกเลี่ยงการเข้าห้องซาวน่า การอบไอน้ำ การล้างหน้าด้วยน้ำอุ่นจัด รวมถึงงดการทำหัตถการประเภทเลเซอร์ที่มีการยิงคลื่นความร้อนลงสู่ผิวชั้นลึก (เช่น Thermage, Ulthera, Hifu) อย่างน้อย 1 เดือน
  • ห้ามสัมผัสรุนแรงบริเวณรอบดวงตา: งดการกด นวด คลึง บีบ ขยี้ตาอย่างรุนแรง หรือการนอนคว่ำหน้าทับบริเวณที่ฉีดเด็ดขาด เพื่อป้องกันไม่ให้ตัวเจลของโปรแกรม ฟิลเลอร์เกิดการเคลื่อนตัวผิดตำแหน่ง (Migration) จนเสียรูปทรง
  • ปรับพฤติกรรมการรับประทานอาหาร: ควรงดเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ อาหารสุกๆ ดิบๆ อาหารทะเล อาหารรสจัดจ้าน และโดยเฉพาะอย่างยิ่งอาหารหมักดอง (เช่น ปลาร้า ผลไม้ดอง) อย่างน้อย 14 วัน เพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดภาวะอักเสบซ่อนเร้นและอาการบวมน้ำที่อาจส่งผลต่อการเซ็ตตัวของโปรแกรม ฟิลเลอร์

ฉีดโปรแกรม ฟิลเลอร์ใต้ตา อันตรายไหม? วิธีเลือกคลินิกและแพทย์ผู้ชำนาญการ

หนึ่งในคำถามยอดฮิตคือการฉีดบริเวณนี้มีความเสี่ยงหรือไม่ ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า โครงสร้างกายวิภาคบริเวณใต้ตานั้นเต็มไปด้วยเส้นเลือดฝอย เส้นเลือดดำ และเส้นเลือดแดงใหญ่ (เช่น Angular Artery) ที่มีความซับซ้อนและหล่อเลี้ยงบริเวณลูกตา การฉีด โปรแกรม ฟิลเลอร์ใต้ตา จึงจัดเป็นหัตถการขั้นสูง (Advanced Procedure) ที่ไม่ได้อันตรายเลยหากกระทำโดย “แพทย์ผู้ชำนาญการเฉพาะทาง” และใช้ “ตัวยาโปรแกรม ฟิลเลอร์ของแท้ที่ผ่าน อย.” เท่านั้น แต่หากพลาดไปใช้บริการกับแพทย์ที่ไม่มีความชำนาญ หรือที่ร้ายแรงกว่านั้นคือการใช้บริการ “หมอกระเป๋า” อาจนำไปสู่ผลข้างเคียงร้ายแรง เช่น โปรแกรม ฟิลเลอร์เป็นก้อนแข็ง เป็นลำสีฟ้า (Tyndall Effect) เกิดการอักเสบติดเชื้อ หรือในกรณีเลวร้ายที่สุดคือโปรแกรม ฟิลเลอร์อุดตันเส้นเลือดจนส่งผลกระทบต่อการมองเห็น

วิธีการตรวจสอบและเลือกคลินิกให้ปลอดภัยแบบ :

  1. ต้องสแกนยาและแกะกล่องต่อหน้าได้: ผู้รับบริการมีสิทธิ์ในการขอตรวจสอบกล่องโปรแกรม ฟิลเลอร์ก่อนฉีดทุกครั้ง ต้องสามารถสแกน QR Code ตรวจสอบรหัสลอตการผลิต วันหมดอายุที่ตรงกับแอปพลิเคชันของบริษัทนำเข้า และแพทย์ต้องแกะกล่องใหม่ให้ดูต่อหน้า
  2. คลินิกต้องมีใบอนุญาตประกอบสถานพยาบาล: คลินิกต้องมีความสะอาด ได้มาตรฐาน มีเครื่องมือช่วยชีวิตฉุกเฉิน และแสดงใบอนุญาตประกอบกิจการสถานพยาบาล (เลขที่ 11 หลัก) อย่างชัดเจน
  3. ความเชี่ยวชาญของแพทย์ผู้ให้บริการ: ควรเลือกแพทย์ที่มีความชำนาญด้านกายวิภาคศาสตร์ใบหน้า สามารถประเมินปัญหาโครงสร้างหน้าได้อย่างแม่นยำ และรู้เทคนิคการวางโปรแกรม ฟิลเลอร์ในระดับชั้นกระดูกและชั้นผิวหนังที่ถูกต้อง เพื่อให้ผลลัพธ์ออกมาปลอดภัยและตรงตามความต้องการมากที่สุด

การเลือกลงทุนกับตัวเองผ่านการแก้ปัญหาด้วยโปรแกรม ฟิลเลอร์ใต้ตา นับเป็นการดูแลความงามที่คุ้มค่าและมอบผลลัพธ์ที่ชัดเจนรวดเร็วที่สุดวิธีหนึ่ง ไม่ว่าคุณกำลังเผชิญกับปัญหาริ้วรอยก่อนวัย ความหมองคล้ำที่ทำให้หน้าดูอิดโรย ร่องน้ำตา หรือร่องลึกระดับโครงสร้างที่ยากจะแก้ไขด้วยครีมบำรุง โปรแกรม ฟิลเลอร์สามารถทำหน้าที่เป็นเสมือนโครงสร้างค้ำยันที่เข้าไปพยุงเนื้อเยื่อที่เสื่อมสภาพให้กลับมาอิ่มฟู เปล่งปลั่ง และดูอ่อนเยาว์ลงได้อย่างน่าอัศจรรย์ สิ่งสำคัญที่สุดเหนือสิ่งอื่นใดคือการหาข้อมูลอย่างถี่ถ้วน เปรียบเทียบคุณสมบัติของโปรแกรม ฟิลเลอร์แต่ละยี่ห้อ และที่ขาดไม่ได้เลยคือการเลือกเข้ารับการรักษากับแพทย์ผู้ชำนาญการที่มีเทคนิคเฉพาะตัวและไว้ใจได้ เพื่อให้คุณได้รับผลลัพธ์ที่สวยงาม ละมุนละไม ปลอดภัยไร้ผลข้างเคียง และพร้อมคืนความมั่นใจให้รอยยิ้มและดวงตากลับมาทอประกายสดใสได้อีกครั้ง

ผลลัพธ์หลังการฉีดโปรแกรมฟิลเลอร์ใต้ตา

ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับสภาพผิวของแต่ละบุคคล

ไม่แน่ใจว่าควรเลือกโปรแกรมฟิลเลอร์แบบไหน?

แต่ละตำแหน่งของใบหน้าต้องใช้เทคนิคและชนิดของฟิลเลอร์ที่แตกต่างกัน เลือกดูโปรแกรมฟิลเลอร์ทั้งหมด เพื่อค้นหาแนวทางการรักษาที่เหมาะกับปัญหาและโครงสร้างใบหน้าของคุณ

คำถามที่พบบ่อย (FAQ) เกี่ยวกับการฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา

โปรแกรมฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา ต้องใช้กี่ CC ถึงจะเห็นผลชัดเจน?

ปริมาณโปรแกรมฉีดฟิลเลอร์ที่ใช้จะขึ้นอยู่กับความลึกของร่องใต้ตาและปัญหาโครงสร้างของแต่ละบุคคล โดยทั่วไปจะเริ่มต้นที่ 1-2 CC (เฉลี่ยข้างละ 0.5 – 1 CC) สำหรับผู้ที่มีปัญหาเบ้าตาลึกมากหรือโครงสร้างกระดูกทรุดตัวเยอะ แพทย์อาจประเมินให้ใช้ปริมาณที่เพิ่มขึ้นเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่เรียบเนียนและแลดูเป็นสไตล์ธรรมชาติที่สุด

อาการฉีดแล้วเป็นก้อน เป็นลำ หรือเป็นเงาสีฟ้า (Tyndall Effect) มักเกิดจากการเลือกใช้รุ่นของโปรแกรมฟิลเลอร์ที่มีเนื้อแข็งเกินไปไม่เหมาะกับผิวใต้ตา หรือเกิดจากเทคนิคการฉีดที่วางยาในชั้นผิวที่ตื้นเกินไป หากคุณฉีดฟิลเลอร์แท้ (Hyaluronic Acid) สามารถแก้ไขได้อย่างปลอดภัย โดยการให้แพทย์ฉีดเอนไซม์สลายโปรแกรมฟิลเลอร์ (Hyaluronidase) เพื่อให้ก้อนยุบตัวลง

สามารถแต่งหน้า ทาครีมบำรุง หรือใช้คอนซีลเลอร์ทับบริเวณที่ฉีดได้ทันทีหลังทำเสร็จ แต่มีข้อควรระวังคือ ให้แตะเครื่องสำอางเบาๆ งดการถู ขยี้ หรือกดทับแรงๆ ในบริเวณที่มีรอยเข็มช่วง 24 ชั่วโมงแรก เพื่อป้องกันตัวยาเคลื่อนที่และรักษาความสะอาดของแผลเปิดเล็กๆ จากรอยเข็ม

สามารถทำร่วมกันได้อย่างปลอดภัยและมักให้ผลลัพธ์ที่ดีขึ้นด้วย เช่น การฉีดโปรแกรมโบท็อกซ์ (Botulinum Toxin) หางตาเพื่อลดรอยตีนกาควบคู่ไปกับการเติมโปรแกรมฟิลเลอร์ อย่างไรก็ตาม หากต้องการทำหัตถการกลุ่มเครื่องยกกระชับที่ใช้คลื่นความร้อน (เช่น โปรแกรม Ulthera, โปรแกรม Thermageหรือ โปรแกรม Hifu) แนะนำให้ทำเครื่องยกกระชับก่อน แล้วจึงค่อยมาฉีดโปรแกรมฟิลเลอร์ใต้ตา เพื่อป้องกันไม่ให้ความร้อนทำให้เนื้อเจลสลายตัวไวขึ้น

เมื่อโปรแกรมฟิลเลอร์สลายตัวไปตามธรรมชาติ ผิวบริเวณใต้ตาจะไม่แย่ลงกว่าช่วงก่อนฉีดในทางกลับกัน สาร HA ในโปรแกรมฟิลเลอร์มีส่วนช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอีลาสตินใต้ชั้นผิวในระหว่างที่ตัวยายังอยู่ ดังนั้นเมื่อโปรแกรมฟิลเลอร์สลายหมด ผิวใต้ตาของคุณมักจะมีคุณภาพผิวที่ชุ่มชื้นและกระชับกว่าตอนที่ยังไม่เคยฉีด

Dr. Thadanat Sungtrakanakul Rassapoom clinic 01

ตรวจสอบความถูกต้องโดย

หมอพลอย
พญ.ธดาณัฐ ซึงตระกาณกูล
แพทย์ผิวหนังเฉพาะทาง ( ว.69902 )

นัดหมายเพื่อรับคำปรึกษา

ทักแชตปรึกษาทางไลน์ หรือฝากข้อมูลติดต่อไว้ เพื่อให้แพทย์ประเมินปัญหาและออกแบบโปรแกรมการดูแลเฉพาะบุคคล
ลงทะเบียนรับสิทธิพิเศษ
Register to receive exclusive privileges Form
ที่ตั้งของเรา
5 สาขา
มาตรฐานเดียวกันในทุกสาขา
ดูแลโดยแพทย์ผู้ชำนาญการ ด้วยมาตรฐานการรักษาเดียวกันในทุกสาขา พร้อมแนวทางการรักษาเฉพาะบุคคล
เพื่อผลลัพธ์ที่ปลอดภัย ดูเป็นสไตล์ธรรมชาติ และได้มาตรฐานในทุกครั้งที่เข้ารับบริการ.
สาขาสุขุมวิท 49
(ใกล้โรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิท) 129/2 ซอย กลาง ถนน สุขุมวิท49 แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพ  10110
สาขาพระราม 2
291 293 299 ถ.พระรามที่ 2 แขวง แสมดำ เขต บางขุนเทียน กรุงเทพ 10150
สาขารัตนาธิเบศร์
(ใกล้ซอยท่าอิฐ) 110/34 ,110/35, ตำบล ไทรม้า, อำเภอเมืองนนทบุรี, นนทบุรี 11000
สาขาเลียบด่วนรามอินทรา
(หลังเซ็นทรัลเฟสติวัล อีสต์วิลล์) 102 นาคนิวาส 6 แขวง ลาดพร้าว เขตลาดพร้าว กรุงเทพ 10230
สาขาทวีวัฒนา
355/2-3 ชั้น 1 แขวงหนองค้างพลู เขตหนองแขม กรุงเทพ 10160
ดีไซน์ความงามเฉพาะบุคคล โดยทีมแพทย์รัสมิ์ภูมิ คลินิกPersonalized Consultation by Rassapoom Clinic
มั่นใจในผลลัพธ์ที่ดูเป็นสไตล์ธรรมชาติ  ด้วยเทคนิคและมาตรฐานสถานพยาบาล โดย นพ.รัสมิ์ภูมิ สุเมธีวิทย์ และทีมแพทย์  ณ Rassapoom Clinic ทั้ง 5 สาขา
เปิดทุกวัน 10:00–20:00 น. · 5 สาขาทั่วกรุงเทพฯ