เจาะลึกหลักการทำงานโปรแกรม Blue Endo Lifting พลังงานทำงานอย่างไรใต้ผิว?

หลายคนอาจเข้าใจว่าเทคโนโลยีนี้เป็นเพียงเลเซอร์แสงสีฟ้าที่ส่งพลังงานจากภายนอกเข้าสู่ผิว แต่หลักการทำงานโปรแกรม Blue Endo Lifting จริง ๆ มีรายละเอียดมากกว่านั้น เพราะมีการนำพลังงานเข้าสู่ชั้นใต้ผิวผ่าน Fiber Optic ขนาดเล็ก เพื่อส่งพลังงานไปยังบริเวณที่แพทย์วางแผนดูแล

หัวใจสำคัญจึงอยู่ที่พลังงานถูกส่งไปยังชั้นเนื้อเยื่อใด ใช้ความยาวคลื่นอะไร และวางแนวทางการทำอย่างไรให้สอดคล้องกับปัญหาและโครงสร้างใบหน้าของแต่ละคน โดยระบบที่กล่าวถึงนี้มีพลังงาน 3 ความยาวคลื่น ได้แก่ 445, 660 และ 970 นาโนเมตร ซึ่งแต่ละช่วงมีบทบาทแตกต่างกัน

หลักการทำงานโปรแกรม Blue Endo Lifting คืออะไร?

หลักการทำงานคือการนำพลังงานเลเซอร์เข้าสู่ชั้นใต้ผิวผ่าน Fiber Optic ขนาดเล็ก เพื่อให้พลังงานเข้าถึงบริเวณเป้าหมายได้โดยตรง โดยการทำงานไม่ได้มีเพียงเรื่องของแสงหรือความยาวคลื่น แต่ต้องพิจารณาร่วมกับตำแหน่ง ชั้นเนื้อเยื่อ และปัญหาที่ต้องการดูแล

โดยภาพรวมสามารถเข้าใจได้เป็น 4 ขั้นตอน ดังนี้ 

ขั้นตอนเกิดอะไรขึ้นจุดสำคัญ
ประเมินแพทย์ประเมินผิว ไขมัน ความหย่อนคล้อย และโครงสร้างใบหน้ากำหนดเป้าหมายก่อนทำ
นำ Fiber Optic เข้าใต้ผิวสร้างจุดทางเข้าขนาดเล็กและนำเส้นใยเข้าสู่ชั้นที่วางแผนไว้ตำแหน่งและความลึกแตกต่างกันตามบริเวณ
ส่งพลังงานพลังงานเลเซอร์ถูกส่งผ่าน Fiber Optic ไปยังเนื้อเยื่อเป้าหมายเลือกความยาวคลื่นและพลังงานตามแผน
เนื้อเยื่อตอบสนองเกิดการตอบสนองต่อพลังงานและกระบวนการฟื้นตัวของเนื้อเยื่อการเปลี่ยนแปลงบางส่วนเกิดทันที ส่วนอื่นค่อย ๆ เกิดขึ้นภายหลัง

จึงอาจมองได้ว่า Fiber Optic เป็นตัวนำพลังงาน ส่วนความยาวคลื่น ตำแหน่ง และการตั้งค่าพลังงานเป็นองค์ประกอบที่ต้องนำมาวางแผนร่วมกัน 

พลังงานที่ส่งใต้ผิวช่วยดูแลเรื่องอะไรบ้าง?

พลังงานที่ส่งเข้าสู่ชั้นใต้ผิวสามารถนำมาใช้ประกอบการดูแลหลายองค์ประกอบของใบหน้า ไม่ได้มีเป้าหมายเพียงเรื่องความหย่อนคล้อยอย่างเดียว

สิ่งที่ต้องการดูแลสิ่งที่เกี่ยวข้องสิ่งที่ควรประเมิน
ไขมันเฉพาะจุดเนื้อเยื่อไขมันบริเวณแก้ม เหนียง หรือจุดที่มีไขมันสะสมปริมาณและตำแหน่งของไขมัน
ความกระชับการตอบสนองของเนื้อเยื่อและโครงสร้างคอลลาเจนระดับความหย่อนคล้อยและสภาพเนื้อเยื่อ
คอลลาเจนกระบวนการปรับโครงสร้างของเนื้อเยื่อหลังได้รับพลังงานอายุ สภาพผิว และการตอบสนองของแต่ละคน
Skin Qualityคุณภาพและสภาพโดยรวมของผิวความยืดหยุ่นและสภาพผิวเดิม

หมายเหตุ: แม้จะเป็นปัญหาบริเวณเดียวกัน แต่สาเหตุอาจไม่เหมือนกัน เช่น กรอบหน้าไม่ชัดอาจเกี่ยวข้องกับความหย่อนคล้อยหรือไขมันใต้ผิว การวางแผนจึงต้องดูโครงสร้างและปัญหาของแต่ละบุคคลประกอบกัน 

อยากเข้าใจว่า โปรแกรม Blue Endo Lifting ทำงานกับผิวและเนื้อเยื่ออย่างไร และแต่ละเคสควรวางแผนแบบไหน?

ปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินปัญหาและโครงสร้างใบหน้าก่อนวางแผนการทำที่ Rassapoom Clinic
ลงทะเบียนรับสิทธิพิเศษ
Register to receive exclusive privileges Form

ความยาวคลื่น 445, 660 และ 970 nm ต่างกันอย่างไร?

โปรแกรม Blue Endo Lifting ใช้พลังงานเลเซอร์ 3 ช่วงความยาวคลื่น โดยแต่ละช่วงมีคุณสมบัติและการทำงานต่อเนื้อเยื่อแตกต่างกัน 

ความยาวคลื่นการทำงานหลักบริเวณที่ดูแล
445 nmเน้นการดูแลเนื้อเยื่อไขมันและบริเวณชั้นตื้นแก้ม เหนียง หรือจุดที่มีไขมันสะสม
660 nmเกี่ยวข้องกับการดูแลคุณภาพผิวและการตอบสนองของเนื้อเยื่อSkin Quality และกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับคอลลาเจน
970 nmส่งพลังงานความร้อนเข้าสู่เนื้อเยื่อในระดับลึกขึ้นความกระชับและการปรับสภาพเนื้อเยื่อ

ความยาวคลื่น 445 nm ทำงานกับไขมันอย่างไร?

พลังงานช่วง 445 nm สามารถนำมาใช้ประกอบการดูแลบริเวณที่มีไขมันสะสมเฉพาะจุด เช่น แก้มหรือใต้คาง โดยความร้อนจากพลังงานส่งผลต่อเนื้อเยื่อบริเวณที่ทำ

อย่างไรก็ตาม ปริมาณไขมัน ความหนาของชั้นไขมัน และโครงสร้างใบหน้าแตกต่างกันในแต่ละคน จึงไม่ควรคาดหวังว่าการเปลี่ยนแปลงของไขมันจะเท่ากันทุกกรณี

ความยาวคลื่น 660 nm เกี่ยวข้องกับคุณภาพผิวอย่างไร?

พลังงาน 660 nm เกี่ยวข้องกับการดูแลคุณภาพผิวและการตอบสนองของเนื้อเยื่อ รวมถึงกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับคอลลาเจน ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของความแข็งแรงและความยืดหยุ่นของผิว

การเปลี่ยนแปลงในส่วนนี้ไม่ได้เกิดขึ้นทั้งหมดทันทีหลังทำ แต่เกี่ยวข้องกับกระบวนการฟื้นตัวและการปรับโครงสร้างของเนื้อเยื่อในระยะต่อมา

ความยาวคลื่น 970 nm ช่วยเรื่องความกระชับอย่างไร?

พลังงาน 970 nm สามารถส่งพลังงานความร้อนเข้าสู่เนื้อเยื่อในระดับที่ลึกขึ้น ความร้อนดังกล่าวเกี่ยวข้องกับการตอบสนองของเนื้อเยื่อและกระบวนการปรับโครงสร้างคอลลาเจน หรือ Tissue Remodeling

การเปลี่ยนแปลงจึงไม่ได้หมายถึงการดึงผิวขึ้นโดยตรง และไม่ควรตีความว่าเป็นการหดตัวของชั้น SMAS โดยตรงในทุกกรณี แต่เป็นกระบวนการตอบสนองของเนื้อเยื่อที่ค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงตามเวลา

ต้องใช้ทั้ง 3 ความยาวคลื่นในทุกคนหรือไม่?

ไม่จำเป็นต้องใช้ทั้ง 3 ช่วงความยาวคลื่นในทุกคน การเลือกใช้จะพิจารณาจากปัญหา ตำแหน่งที่ทำ ปริมาณไขมัน สภาพผิว และโครงสร้างของแต่ละบุคคล จึงไม่ใช่ว่ายิ่งใช้หลายความยาวคลื่นจะยิ่งให้ผลมากกว่า แต่ละช่วงมีคุณสมบัติและการทำงานต่างกัน แพทย์จึงจะเลือกใช้ให้เหมาะกับปัญหาและเป้าหมายของแต่ละผู้เข้ารับบริการ

ทำไมการเลือกพลังงานต้องอิงกับตำแหน่งและโครงสร้างใบหน้า?

แม้หลักการพื้นฐานจะเหมือนกัน แต่ใบหน้าแต่ละบริเวณมีความหนาของผิว ปริมาณไขมัน และโครงสร้างใต้ผิวแตกต่างกัน เช่น แก้ม กรอบหน้า ใต้คาง หรือบริเวณรอบดวงตา จึงไม่ควรใช้ตำแหน่ง ความลึก หรือรูปแบบการส่งพลังงานเหมือนกันทั้งหมด

สิ่งที่แพทย์ต้องพิจารณาร่วมกัน ได้แก่

  • ตำแหน่งที่ต้องการดูแล
  • ปริมาณและการกระจายตัวของไขมัน
  • ระดับความหย่อนคล้อย
  • คุณภาพและความยืดหยุ่นของผิว
  • โครงสร้างทางกายวิภาค
  • ความยาวคลื่นและระดับพลังงาน
  • เป้าหมายและความคาดหวังของผู้รับบริการ

ดังนั้น ความยาวคลื่นเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการวางแผน ไม่ใช่สิ่งที่สามารถเลือกแยกออกจากบริเวณที่จะทำได้

ระหว่างทำ พลังงานเดินทางและทำงานใต้ผิวอย่างไร?

หลักการทำงานโปรแกรม Blue Endo Lifting สามารถอธิบายเป็นลำดับได้ดังนี้

  1. ประเมินบริเวณที่จะดูแล

แพทย์ประเมินระดับความหย่อนคล้อย ปริมาณและตำแหน่งของไขมัน สภาพผิว รวมถึงโครงสร้างบริเวณที่จะทำ เพื่อกำหนดเป้าหมายของการดูแล

ในบางกรณีอาจมีการกำหนดแนวทางหรือ Mapping บนผิว เพื่อช่วยวางตำแหน่งและทิศทางของการนำ Fiber Optic

  1. นำ Fiber Optic เข้าสู่ชั้นใต้ผิว

แพทย์สร้างจุดทางเข้าขนาดเล็กเพื่อนำ Fiber Optic เข้าสู่ชั้นที่วางแผนไว้ โดยระดับความลึกอาจอยู่บริเวณ Dermis หรือ Subcutaneous fat ตามตำแหน่งและเป้าหมายของการทำ

Fiber Optic มีขนาดเล็กประมาณเส้นผมและทำหน้าที่เป็นตัวนำพลังงานเข้าสู่บริเวณที่ต้องการดูแล

  1. ส่งพลังงานไปยังเนื้อเยื่อเป้าหมาย

เมื่อ Fiber Optic อยู่ในตำแหน่งที่วางแผนไว้ พลังงานจะถูกส่งผ่านเส้นใยไปยังเนื้อเยื่อบริเวณโดยรอบ การควบคุมตำแหน่ง ความลึก ทิศทาง การเคลื่อนของเส้นใย และระดับพลังงานจึงเป็นส่วนสำคัญของการทำหัตถการ

  1. เนื้อเยื่อตอบสนองต่อพลังงาน

การตอบสนองขึ้นอยู่กับความยาวคลื่น พลังงานที่ใช้ และชนิดของเนื้อเยื่อบริเวณนั้น โดยความร้อนสามารถเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงของเนื้อเยื่อไขมันและกระบวนการปรับโครงสร้างของคอลลาเจน

  1. ร่างกายเข้าสู่กระบวนการฟื้นตัว

หลังได้รับพลังงาน เนื้อเยื่อจะเข้าสู่กระบวนการฟื้นตัวและปรับโครงสร้างต่อเนื่อง จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมการเปลี่ยนแปลงบางส่วนจึงค่อย ๆ เห็นชัดขึ้นหลังทำ ไม่ได้เกิดขึ้นทั้งหมดในทันที

แสงสีฟ้าที่เห็นระหว่างทำคืออะไร?

แสงสีฟ้าที่เห็นระหว่างทำเกี่ยวข้องกับระบบเลเซอร์และการส่งผ่านแสงของ Fiber Optic โดยในระบบที่ใช้ความยาวคลื่น 445 nm อาจมองเห็นแสงสีฟ้าบริเวณที่กำลังทำหัตถการได้

อย่างไรก็ตาม แสงที่มองเห็นภายนอกไม่ได้เป็นตัวแทนของพลังงานทั้งหมดที่กำลังทำงานอยู่ในเนื้อเยื่อ เพราะกลไกสำคัญคือการนำพลังงานผ่าน Fiber Optic ไปยังชั้นที่แพทย์วางแผนไว้

ระหว่างทำควรมีมาตรการป้องกันดวงตาตามข้อกำหนดของระบบเลเซอร์ และผู้รับบริการควรปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์และบุคลากรอย่างเคร่งครัด

ผลลัพธ์หลังพลังงานทำงานใต้ผิว เห็นการเปลี่ยนแปลงเมื่อไร?

การเปลี่ยนแปลงหลังทำไม่ได้เกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวทั้งหมด เพราะบางส่วนเกี่ยวข้องกับการตอบสนองในระยะแรก ขณะที่กระบวนการฟื้นตัวและการปรับโครงสร้างของคอลลาเจนต้องใช้เวลา

ช่วงเวลาสิ่งที่อาจสังเกตได้สิ่งที่ควรรู้
หลังทำทันทีอาจเห็นการเปลี่ยนแปลงบางส่วนอาจมีอาการบวม ตึง ระบม หรือรอยช้ำ จึงยังไม่ควรประเมินผลลัพธ์ในทันที
1–4 สัปดาห์อาการบวม ช้ำ และความตึงค่อย ๆ ลดลงผิวและรูปหน้าเริ่มเข้าที่ ทำให้เห็นการเปลี่ยนแปลงได้ชัดขึ้น
1–3 เดือนขึ้นไปผิวและเนื้อเยื่อยังคงมีการปรับตัวการเปลี่ยนแปลงที่เกี่ยวข้องกับคอลลาเจนอาจค่อย ๆ เห็นชัดขึ้น

หมายเหตุ: ระยะเวลาที่เห็นการเปลี่ยนแปลงอาจแตกต่างกันตามสภาพผิว โครงสร้างเนื้อเยื่อ ตำแหน่งที่ทำ พลังงานที่ใช้ และการตอบสนองของแต่ละบุคคล จึงไม่ควรกำหนดว่าทุกคนจะเห็นผลในช่วงเวลาเดียวกัน 

พลังงานทำงานเหมือนกันทุกบริเวณของใบหน้าหรือไม่?

แม้หลักการพื้นฐานคือการส่งพลังงานผ่าน Fiber Optic เข้าสู่ชั้นใต้ผิว แต่การตอบสนองของเนื้อเยื่อจะขึ้นอยู่กับตำแหน่ง ชั้นเนื้อเยื่อ ปริมาณไขมัน และสภาพผิวของบริเวณนั้น แพทย์จึงต้องปรับตำแหน่ง ความลึก ทิศทาง และการใช้พลังงานให้เหมาะกับปัญหาที่ต้องการดูแล

บริเวณลักษณะเนื้อเยื่อที่แตกต่างสิ่งที่ต้องพิจารณา
แก้มอาจมีไขมันสะสมและความหย่อนคล้อยปริมาณไขมันและระดับความหย่อนคล้อย
กรอบหน้าเกี่ยวข้องกับไขมันและเนื้อเยื่อหลายชั้นรูปหน้าและแนวกรอบหน้า
ใต้คางอาจมีไขมันใต้คางร่วมกับผิวหย่อนปริมาณไขมันและความหย่อนคล้อย
รอบดวงตาเนื้อเยื่อบางและมีโครงสร้างสำคัญอยู่ใกล้เคียงตำแหน่งและระดับความลึกของการทำ

หมายเหตุ: แม้ใช้เทคโนโลยีเดียวกัน แต่ลักษณะเนื้อเยื่อในแต่ละบริเวณไม่เหมือนกัน การส่งพลังงานจึงต้องปรับให้เหมาะกับตำแหน่งและปัญหาของแต่ละบุคคล 

โปรแกรม Blue Endo Lifting ต่างจากโปรแกรม Ultraformer MPT อย่างไร?

ความแตกต่างหลักอยู่ที่วิธีนำพลังงานเข้าสู่เนื้อเยื่อ โดยโปรแกรม Blue Endo Lifting นำพลังงานผ่าน Fiber Optic เข้าไปทำงานใต้ผิว ขณะที่โปรแกรม Ultraformer MPT ส่งพลังงานผ่านหัวเครื่องจากผิวด้านนอก 

ประเด็นโปรแกรม Blue Endo Liftingโปรแกรม Ultraformer MPT
วิธีส่งพลังงานใช้ Fiber Optic นำพลังงานเข้าสู่ชั้นใต้ผิวใช้หัวเครื่องส่งพลังงานผ่านผิวด้านนอก
การกำหนดตำแหน่ง วางแนวทางให้สอดคล้องกับชั้นเนื้อเยื่อและบริเวณที่ต้องการดูแลเลือกหัวเครื่องและระดับความลึกให้เหมาะกับบริเวณที่ทำ
การวางแผนทำประเมินโครงสร้างใบหน้า ไขมัน ความหย่อนคล้อย และสภาพผิวประเมินปัญหาและเลือกหัวเครื่องกับระดับความลึกที่ต้องการ
ลักษณะการทำเป็นหัตถการที่นำอุปกรณ์เข้าสู่ชั้นใต้ผิว ทำจากภายนอก โดยไม่ต้องนำอุปกรณ์เข้าใต้ผิว 
สิ่งที่ต้องประเมิน โครงสร้างใบหน้า ไขมัน ความหย่อนคล้อย และสภาพผิวปัญหาที่ต้องการดูแลและชั้นเนื้อเยื่อเป้าหมาย

ก่อนทำโปรแกรม Blue Endo Lifting แพทย์ที่ Rassapoom Clinic ประเมินอะไรบ้าง?

ก่อนทำที่ Rassapoom Clinic แพทย์จะประเมินทั้งปัญหาที่ต้องการแก้ สภาพผิว ปริมาณไขมัน และโครงสร้างบริเวณที่จะทำ เพื่อวางแผนให้เหมาะกับใบหน้าของแต่ละคน โดยไม่ได้ใช้แนวทางเดียวกันกับทุกเคส

  1. ประเมินระดับความหย่อนคล้อย

แพทย์จะดูว่าบริเวณไหนมีความหย่อนคล้อย และหย่อนมากน้อยเพียงใด เพื่อประเมินว่าควรวางแผนดูแลบริเวณใดเป็นหลัก

  1. ประเมินปริมาณและตำแหน่งไขมัน

จะดูปริมาณและตำแหน่งของไขมัน เช่น แก้มล่าง เหนียง และกรอบหน้า รวมถึงการกระจายตัวของไขมันเมื่อดูร่วมกับรูปหน้าโดยรวม เพื่อวางแผนให้เหมาะกับลักษณะใบหน้า

  1. ประเมินสภาพผิวและเนื้อเยื่อ

แพทย์จะดูความยืดหยุ่นและความหนาของผิว รวมถึงสภาพเนื้อเยื่อในบริเวณที่จะทำ เพราะแต่ละคนมีสภาพผิวและเนื้อเยื่อแตกต่างกัน ข้อมูลเหล่านี้จึงมีส่วนในการวางแผนการทำ

  1. ประเมินโครงสร้างและกายวิภาคใต้ผิว

การวางแผนที่ Rassapoom Clinic ให้ความสำคัญกับโครงสร้างใต้ผิว โดยแพทย์จะพิจารณาบริเวณสำคัญ เช่น เส้นเลือด เส้นประสาท และชั้นเนื้อเยื่อต่าง ๆ เพื่อกำหนดตำแหน่งและแนวทางการทำให้เหมาะกับกายวิภาคของแต่ละคน

  1. ประเมินปัญหาและความต้องการของแต่ละคน

ก่อนทำ แพทย์จะพูดคุยถึงปัญหาที่ต้องการแก้และผลลัพธ์ที่คาดหวัง เพื่อดูว่า โปรแกรม Blue Endo Lift ตอบโจทย์ได้มากน้อยเพียงใด หากปัญหาที่กังวลไม่สามารถตอบได้ด้วยวิธีนี้เพียงอย่างเดียว แพทย์สามารถพิจารณาทางเลือกอื่นตามสภาพผิว โครงสร้าง และความต้องการของแต่ละบุคคล

โดยสรุป หลักการทำงานโปรแกรม Blue Endo Lifting เป็นการนำ Fiber Optic เข้าไปใต้ผิว เพื่อส่งพลังงานเลเซอร์ไปยังบริเวณที่ต้องการดูแล โดยมี 3 ความยาวคลื่น ได้แก่ 445 nm, 660 nm และ 970 nm ซึ่งแต่ละช่วงมีการใช้งานแตกต่างกัน ทั้งนี้ ผลหลังทำไม่ได้ขึ้นอยู่กับพลังงานเพียงอย่างเดียว แต่ยังเกี่ยวข้องกับบริเวณที่ทำ ปริมาณไขมัน สภาพผิว และระดับความหย่อนคล้อยของแต่ละคน จึงควรให้แพทย์ประเมินใบหน้าและบริเวณที่จะทำก่อน เพื่อวางแผนการทำให้เหมาะกับแต่ละบุคคล 

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับหลักการทำงานโปรแกรม Blue Endo Lifting

โปรแกรม Blue Endo Lifting ทำงานใต้ผิวอย่างไร?

โปรแกรม Blue Endo Lifting ใช้ Fiber Optic ขนาดเล็กนำพลังงานเลเซอร์เข้าไปใต้ผิว เพื่อส่งพลังงานไปยังบริเวณที่ต้องการดูแล โดยตำแหน่งและระดับความลึกในการทำจะขึ้นอยู่กับบริเวณที่ต้องการดูแลและแผนการทำของแต่ละคน

Fiber Optic ทำหน้าที่นำพลังงานเลเซอร์เข้าไปยังบริเวณใต้ผิวที่ต้องการดูแล แพทย์จะกำหนดตำแหน่งและทิศทางการวาง Fiber Optic ตามบริเวณที่จะทำและโครงสร้างของแต่ละคน

ทั้ง 3 ความยาวคลื่นมีการใช้งานแตกต่างกัน 

  • ความยาวคลื่น 445 nm เกี่ยวข้องกับการดูแลบริเวณที่มีไขมันและชั้นตื้น 
  • ความยาวคลื่น 660 nm เกี่ยวข้องกับผิวและเนื้อเยื่อ 
  • ความยาวคลื่น 970 nm เน้นการส่งพลังงานความร้อนเข้าสู่เนื้อเยื่อในระดับที่ลึกขึ้น 

การเลือกใช้แต่ละช่วงจึงต้องดูปัญหาและบริเวณที่จะทำเป็นหลัก

ไม่จำเป็น ทุกคนไม่จำเป็นต้องใช้ทั้ง 3 ความยาวคลื่น การเลือกใช้ขึ้นอยู่กับปัญหาที่ต้องการดูแล ตำแหน่งที่ทำ สภาพผิว และปริมาณไขมันของแต่ละคน โดยแพทย์จะเป็นผู้ประเมินและวางแผนให้เหมาะสม

แสงสีฟ้าที่เห็นระหว่างทำเกี่ยวข้องกับระบบของโปรแกรมเลเซอร์และการทำงานของ Fiber Optic แต่แสงที่มองเห็นจากภายนอกไม่ได้หมายถึงพลังงานทั้งหมดที่กำลังทำงานอยู่ใต้ผิว ระหว่างทำจึงควรมีการป้องกันดวงตาตามมาตรฐานของระบบของโปรแกรมเลเซอร์

หลังทำอาจสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงบางอย่างได้ตั้งแต่ช่วงแรก แต่ผลยังสามารถเปลี่ยนแปลงต่อเนื่องได้ในช่วงหลังทำ โดยเฉพาะส่วนที่เกี่ยวข้องกับการสร้างและปรับตัวของคอลลาเจน ซึ่งอาจใช้เวลาประมาณ 1–3 เดือนหรือมากกว่า ทั้งนี้ ระยะเวลาและผลที่เห็นแตกต่างกันในแต่ละบุคคล

Dr. Thadanat Sungtrakanakul Rassapoom clinic 01

ตรวจสอบความถูกต้องโดย

หมอพลอย
พญ.ธดาณัฐ ซึงตระกาณกูล
แพทย์ผู้ชำนาญการ ( ว.69902 )

นัดหมายเพื่อรับคำปรึกษา

ทักแชตปรึกษาทางไลน์ หรือฝากข้อมูลติดต่อไว้ เพื่อให้แพทย์ประเมินปัญหาและออกแบบโปรแกรมการดูแลเฉพาะบุคคล
ลงทะเบียนรับสิทธิพิเศษ
Register to receive exclusive privileges Form