






หลายคนอาจเข้าใจว่าเทคโนโลยีนี้เป็นเพียงเลเซอร์แสงสีฟ้าที่ส่งพลังงานจากภายนอกเข้าสู่ผิว แต่หลักการทำงานโปรแกรม Blue Endo Lifting จริง ๆ มีรายละเอียดมากกว่านั้น เพราะมีการนำพลังงานเข้าสู่ชั้นใต้ผิวผ่าน Fiber Optic ขนาดเล็ก เพื่อส่งพลังงานไปยังบริเวณที่แพทย์วางแผนดูแล
หัวใจสำคัญจึงอยู่ที่พลังงานถูกส่งไปยังชั้นเนื้อเยื่อใด ใช้ความยาวคลื่นอะไร และวางแนวทางการทำอย่างไรให้สอดคล้องกับปัญหาและโครงสร้างใบหน้าของแต่ละคน โดยระบบที่กล่าวถึงนี้มีพลังงาน 3 ความยาวคลื่น ได้แก่ 445, 660 และ 970 นาโนเมตร ซึ่งแต่ละช่วงมีบทบาทแตกต่างกัน
หลักการทำงานคือการนำพลังงานเลเซอร์เข้าสู่ชั้นใต้ผิวผ่าน Fiber Optic ขนาดเล็ก เพื่อให้พลังงานเข้าถึงบริเวณเป้าหมายได้โดยตรง โดยการทำงานไม่ได้มีเพียงเรื่องของแสงหรือความยาวคลื่น แต่ต้องพิจารณาร่วมกับตำแหน่ง ชั้นเนื้อเยื่อ และปัญหาที่ต้องการดูแล
โดยภาพรวมสามารถเข้าใจได้เป็น 4 ขั้นตอน ดังนี้
| ขั้นตอน | เกิดอะไรขึ้น | จุดสำคัญ |
| ประเมิน | แพทย์ประเมินผิว ไขมัน ความหย่อนคล้อย และโครงสร้างใบหน้า | กำหนดเป้าหมายก่อนทำ |
| นำ Fiber Optic เข้าใต้ผิว | สร้างจุดทางเข้าขนาดเล็กและนำเส้นใยเข้าสู่ชั้นที่วางแผนไว้ | ตำแหน่งและความลึกแตกต่างกันตามบริเวณ |
| ส่งพลังงาน | พลังงานเลเซอร์ถูกส่งผ่าน Fiber Optic ไปยังเนื้อเยื่อเป้าหมาย | เลือกความยาวคลื่นและพลังงานตามแผน |
| เนื้อเยื่อตอบสนอง | เกิดการตอบสนองต่อพลังงานและกระบวนการฟื้นตัวของเนื้อเยื่อ | การเปลี่ยนแปลงบางส่วนเกิดทันที ส่วนอื่นค่อย ๆ เกิดขึ้นภายหลัง |
จึงอาจมองได้ว่า Fiber Optic เป็นตัวนำพลังงาน ส่วนความยาวคลื่น ตำแหน่ง และการตั้งค่าพลังงานเป็นองค์ประกอบที่ต้องนำมาวางแผนร่วมกัน
พลังงานที่ส่งเข้าสู่ชั้นใต้ผิวสามารถนำมาใช้ประกอบการดูแลหลายองค์ประกอบของใบหน้า ไม่ได้มีเป้าหมายเพียงเรื่องความหย่อนคล้อยอย่างเดียว
| สิ่งที่ต้องการดูแล | สิ่งที่เกี่ยวข้อง | สิ่งที่ควรประเมิน |
| ไขมันเฉพาะจุด | เนื้อเยื่อไขมันบริเวณแก้ม เหนียง หรือจุดที่มีไขมันสะสม | ปริมาณและตำแหน่งของไขมัน |
| ความกระชับ | การตอบสนองของเนื้อเยื่อและโครงสร้างคอลลาเจน | ระดับความหย่อนคล้อยและสภาพเนื้อเยื่อ |
| คอลลาเจน | กระบวนการปรับโครงสร้างของเนื้อเยื่อหลังได้รับพลังงาน | อายุ สภาพผิว และการตอบสนองของแต่ละคน |
| Skin Quality | คุณภาพและสภาพโดยรวมของผิว | ความยืดหยุ่นและสภาพผิวเดิม |
หมายเหตุ: แม้จะเป็นปัญหาบริเวณเดียวกัน แต่สาเหตุอาจไม่เหมือนกัน เช่น กรอบหน้าไม่ชัดอาจเกี่ยวข้องกับความหย่อนคล้อยหรือไขมันใต้ผิว การวางแผนจึงต้องดูโครงสร้างและปัญหาของแต่ละบุคคลประกอบกัน
โปรแกรม Blue Endo Lifting ใช้พลังงานเลเซอร์ 3 ช่วงความยาวคลื่น โดยแต่ละช่วงมีคุณสมบัติและการทำงานต่อเนื้อเยื่อแตกต่างกัน
| ความยาวคลื่น | การทำงานหลัก | บริเวณที่ดูแล |
| 445 nm | เน้นการดูแลเนื้อเยื่อไขมันและบริเวณชั้นตื้น | แก้ม เหนียง หรือจุดที่มีไขมันสะสม |
| 660 nm | เกี่ยวข้องกับการดูแลคุณภาพผิวและการตอบสนองของเนื้อเยื่อ | Skin Quality และกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับคอลลาเจน |
| 970 nm | ส่งพลังงานความร้อนเข้าสู่เนื้อเยื่อในระดับลึกขึ้น | ความกระชับและการปรับสภาพเนื้อเยื่อ |
พลังงานช่วง 445 nm สามารถนำมาใช้ประกอบการดูแลบริเวณที่มีไขมันสะสมเฉพาะจุด เช่น แก้มหรือใต้คาง โดยความร้อนจากพลังงานส่งผลต่อเนื้อเยื่อบริเวณที่ทำ
อย่างไรก็ตาม ปริมาณไขมัน ความหนาของชั้นไขมัน และโครงสร้างใบหน้าแตกต่างกันในแต่ละคน จึงไม่ควรคาดหวังว่าการเปลี่ยนแปลงของไขมันจะเท่ากันทุกกรณี
พลังงาน 660 nm เกี่ยวข้องกับการดูแลคุณภาพผิวและการตอบสนองของเนื้อเยื่อ รวมถึงกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับคอลลาเจน ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของความแข็งแรงและความยืดหยุ่นของผิว
การเปลี่ยนแปลงในส่วนนี้ไม่ได้เกิดขึ้นทั้งหมดทันทีหลังทำ แต่เกี่ยวข้องกับกระบวนการฟื้นตัวและการปรับโครงสร้างของเนื้อเยื่อในระยะต่อมา
พลังงาน 970 nm สามารถส่งพลังงานความร้อนเข้าสู่เนื้อเยื่อในระดับที่ลึกขึ้น ความร้อนดังกล่าวเกี่ยวข้องกับการตอบสนองของเนื้อเยื่อและกระบวนการปรับโครงสร้างคอลลาเจน หรือ Tissue Remodeling
การเปลี่ยนแปลงจึงไม่ได้หมายถึงการดึงผิวขึ้นโดยตรง และไม่ควรตีความว่าเป็นการหดตัวของชั้น SMAS โดยตรงในทุกกรณี แต่เป็นกระบวนการตอบสนองของเนื้อเยื่อที่ค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงตามเวลา
ไม่จำเป็นต้องใช้ทั้ง 3 ช่วงความยาวคลื่นในทุกคน การเลือกใช้จะพิจารณาจากปัญหา ตำแหน่งที่ทำ ปริมาณไขมัน สภาพผิว และโครงสร้างของแต่ละบุคคล จึงไม่ใช่ว่ายิ่งใช้หลายความยาวคลื่นจะยิ่งให้ผลมากกว่า แต่ละช่วงมีคุณสมบัติและการทำงานต่างกัน แพทย์จึงจะเลือกใช้ให้เหมาะกับปัญหาและเป้าหมายของแต่ละผู้เข้ารับบริการ
แม้หลักการพื้นฐานจะเหมือนกัน แต่ใบหน้าแต่ละบริเวณมีความหนาของผิว ปริมาณไขมัน และโครงสร้างใต้ผิวแตกต่างกัน เช่น แก้ม กรอบหน้า ใต้คาง หรือบริเวณรอบดวงตา จึงไม่ควรใช้ตำแหน่ง ความลึก หรือรูปแบบการส่งพลังงานเหมือนกันทั้งหมด
สิ่งที่แพทย์ต้องพิจารณาร่วมกัน ได้แก่
ดังนั้น ความยาวคลื่นเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการวางแผน ไม่ใช่สิ่งที่สามารถเลือกแยกออกจากบริเวณที่จะทำได้
หลักการทำงานโปรแกรม Blue Endo Lifting สามารถอธิบายเป็นลำดับได้ดังนี้
แพทย์ประเมินระดับความหย่อนคล้อย ปริมาณและตำแหน่งของไขมัน สภาพผิว รวมถึงโครงสร้างบริเวณที่จะทำ เพื่อกำหนดเป้าหมายของการดูแล
ในบางกรณีอาจมีการกำหนดแนวทางหรือ Mapping บนผิว เพื่อช่วยวางตำแหน่งและทิศทางของการนำ Fiber Optic
แพทย์สร้างจุดทางเข้าขนาดเล็กเพื่อนำ Fiber Optic เข้าสู่ชั้นที่วางแผนไว้ โดยระดับความลึกอาจอยู่บริเวณ Dermis หรือ Subcutaneous fat ตามตำแหน่งและเป้าหมายของการทำ
Fiber Optic มีขนาดเล็กประมาณเส้นผมและทำหน้าที่เป็นตัวนำพลังงานเข้าสู่บริเวณที่ต้องการดูแล
เมื่อ Fiber Optic อยู่ในตำแหน่งที่วางแผนไว้ พลังงานจะถูกส่งผ่านเส้นใยไปยังเนื้อเยื่อบริเวณโดยรอบ การควบคุมตำแหน่ง ความลึก ทิศทาง การเคลื่อนของเส้นใย และระดับพลังงานจึงเป็นส่วนสำคัญของการทำหัตถการ
การตอบสนองขึ้นอยู่กับความยาวคลื่น พลังงานที่ใช้ และชนิดของเนื้อเยื่อบริเวณนั้น โดยความร้อนสามารถเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงของเนื้อเยื่อไขมันและกระบวนการปรับโครงสร้างของคอลลาเจน
หลังได้รับพลังงาน เนื้อเยื่อจะเข้าสู่กระบวนการฟื้นตัวและปรับโครงสร้างต่อเนื่อง จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมการเปลี่ยนแปลงบางส่วนจึงค่อย ๆ เห็นชัดขึ้นหลังทำ ไม่ได้เกิดขึ้นทั้งหมดในทันที
แสงสีฟ้าที่เห็นระหว่างทำเกี่ยวข้องกับระบบเลเซอร์และการส่งผ่านแสงของ Fiber Optic โดยในระบบที่ใช้ความยาวคลื่น 445 nm อาจมองเห็นแสงสีฟ้าบริเวณที่กำลังทำหัตถการได้
อย่างไรก็ตาม แสงที่มองเห็นภายนอกไม่ได้เป็นตัวแทนของพลังงานทั้งหมดที่กำลังทำงานอยู่ในเนื้อเยื่อ เพราะกลไกสำคัญคือการนำพลังงานผ่าน Fiber Optic ไปยังชั้นที่แพทย์วางแผนไว้
ระหว่างทำควรมีมาตรการป้องกันดวงตาตามข้อกำหนดของระบบเลเซอร์ และผู้รับบริการควรปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์และบุคลากรอย่างเคร่งครัด
การเปลี่ยนแปลงหลังทำไม่ได้เกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวทั้งหมด เพราะบางส่วนเกี่ยวข้องกับการตอบสนองในระยะแรก ขณะที่กระบวนการฟื้นตัวและการปรับโครงสร้างของคอลลาเจนต้องใช้เวลา
| ช่วงเวลา | สิ่งที่อาจสังเกตได้ | สิ่งที่ควรรู้ |
| หลังทำทันที | อาจเห็นการเปลี่ยนแปลงบางส่วน | อาจมีอาการบวม ตึง ระบม หรือรอยช้ำ จึงยังไม่ควรประเมินผลลัพธ์ในทันที |
| 1–4 สัปดาห์ | อาการบวม ช้ำ และความตึงค่อย ๆ ลดลง | ผิวและรูปหน้าเริ่มเข้าที่ ทำให้เห็นการเปลี่ยนแปลงได้ชัดขึ้น |
| 1–3 เดือนขึ้นไป | ผิวและเนื้อเยื่อยังคงมีการปรับตัว | การเปลี่ยนแปลงที่เกี่ยวข้องกับคอลลาเจนอาจค่อย ๆ เห็นชัดขึ้น |
หมายเหตุ: ระยะเวลาที่เห็นการเปลี่ยนแปลงอาจแตกต่างกันตามสภาพผิว โครงสร้างเนื้อเยื่อ ตำแหน่งที่ทำ พลังงานที่ใช้ และการตอบสนองของแต่ละบุคคล จึงไม่ควรกำหนดว่าทุกคนจะเห็นผลในช่วงเวลาเดียวกัน
แม้หลักการพื้นฐานคือการส่งพลังงานผ่าน Fiber Optic เข้าสู่ชั้นใต้ผิว แต่การตอบสนองของเนื้อเยื่อจะขึ้นอยู่กับตำแหน่ง ชั้นเนื้อเยื่อ ปริมาณไขมัน และสภาพผิวของบริเวณนั้น แพทย์จึงต้องปรับตำแหน่ง ความลึก ทิศทาง และการใช้พลังงานให้เหมาะกับปัญหาที่ต้องการดูแล
| บริเวณ | ลักษณะเนื้อเยื่อที่แตกต่าง | สิ่งที่ต้องพิจารณา |
| แก้ม | อาจมีไขมันสะสมและความหย่อนคล้อย | ปริมาณไขมันและระดับความหย่อนคล้อย |
| กรอบหน้า | เกี่ยวข้องกับไขมันและเนื้อเยื่อหลายชั้น | รูปหน้าและแนวกรอบหน้า |
| ใต้คาง | อาจมีไขมันใต้คางร่วมกับผิวหย่อน | ปริมาณไขมันและความหย่อนคล้อย |
| รอบดวงตา | เนื้อเยื่อบางและมีโครงสร้างสำคัญอยู่ใกล้เคียง | ตำแหน่งและระดับความลึกของการทำ |
หมายเหตุ: แม้ใช้เทคโนโลยีเดียวกัน แต่ลักษณะเนื้อเยื่อในแต่ละบริเวณไม่เหมือนกัน การส่งพลังงานจึงต้องปรับให้เหมาะกับตำแหน่งและปัญหาของแต่ละบุคคล
ความแตกต่างหลักอยู่ที่วิธีนำพลังงานเข้าสู่เนื้อเยื่อ โดยโปรแกรม Blue Endo Lifting นำพลังงานผ่าน Fiber Optic เข้าไปทำงานใต้ผิว ขณะที่โปรแกรม Ultraformer MPT ส่งพลังงานผ่านหัวเครื่องจากผิวด้านนอก
| ประเด็น | โปรแกรม Blue Endo Lifting | โปรแกรม Ultraformer MPT |
| วิธีส่งพลังงาน | ใช้ Fiber Optic นำพลังงานเข้าสู่ชั้นใต้ผิว | ใช้หัวเครื่องส่งพลังงานผ่านผิวด้านนอก |
| การกำหนดตำแหน่ง | วางแนวทางให้สอดคล้องกับชั้นเนื้อเยื่อและบริเวณที่ต้องการดูแล | เลือกหัวเครื่องและระดับความลึกให้เหมาะกับบริเวณที่ทำ |
| การวางแผนทำ | ประเมินโครงสร้างใบหน้า ไขมัน ความหย่อนคล้อย และสภาพผิว | ประเมินปัญหาและเลือกหัวเครื่องกับระดับความลึกที่ต้องการ |
| ลักษณะการทำ | เป็นหัตถการที่นำอุปกรณ์เข้าสู่ชั้นใต้ผิว | ทำจากภายนอก โดยไม่ต้องนำอุปกรณ์เข้าใต้ผิว |
| สิ่งที่ต้องประเมิน | โครงสร้างใบหน้า ไขมัน ความหย่อนคล้อย และสภาพผิว | ปัญหาที่ต้องการดูแลและชั้นเนื้อเยื่อเป้าหมาย |
ก่อนทำที่ Rassapoom Clinic แพทย์จะประเมินทั้งปัญหาที่ต้องการแก้ สภาพผิว ปริมาณไขมัน และโครงสร้างบริเวณที่จะทำ เพื่อวางแผนให้เหมาะกับใบหน้าของแต่ละคน โดยไม่ได้ใช้แนวทางเดียวกันกับทุกเคส
แพทย์จะดูว่าบริเวณไหนมีความหย่อนคล้อย และหย่อนมากน้อยเพียงใด เพื่อประเมินว่าควรวางแผนดูแลบริเวณใดเป็นหลัก
จะดูปริมาณและตำแหน่งของไขมัน เช่น แก้มล่าง เหนียง และกรอบหน้า รวมถึงการกระจายตัวของไขมันเมื่อดูร่วมกับรูปหน้าโดยรวม เพื่อวางแผนให้เหมาะกับลักษณะใบหน้า
แพทย์จะดูความยืดหยุ่นและความหนาของผิว รวมถึงสภาพเนื้อเยื่อในบริเวณที่จะทำ เพราะแต่ละคนมีสภาพผิวและเนื้อเยื่อแตกต่างกัน ข้อมูลเหล่านี้จึงมีส่วนในการวางแผนการทำ
การวางแผนที่ Rassapoom Clinic ให้ความสำคัญกับโครงสร้างใต้ผิว โดยแพทย์จะพิจารณาบริเวณสำคัญ เช่น เส้นเลือด เส้นประสาท และชั้นเนื้อเยื่อต่าง ๆ เพื่อกำหนดตำแหน่งและแนวทางการทำให้เหมาะกับกายวิภาคของแต่ละคน
ก่อนทำ แพทย์จะพูดคุยถึงปัญหาที่ต้องการแก้และผลลัพธ์ที่คาดหวัง เพื่อดูว่า โปรแกรม Blue Endo Lift ตอบโจทย์ได้มากน้อยเพียงใด หากปัญหาที่กังวลไม่สามารถตอบได้ด้วยวิธีนี้เพียงอย่างเดียว แพทย์สามารถพิจารณาทางเลือกอื่นตามสภาพผิว โครงสร้าง และความต้องการของแต่ละบุคคล
โดยสรุป หลักการทำงานโปรแกรม Blue Endo Lifting เป็นการนำ Fiber Optic เข้าไปใต้ผิว เพื่อส่งพลังงานเลเซอร์ไปยังบริเวณที่ต้องการดูแล โดยมี 3 ความยาวคลื่น ได้แก่ 445 nm, 660 nm และ 970 nm ซึ่งแต่ละช่วงมีการใช้งานแตกต่างกัน ทั้งนี้ ผลหลังทำไม่ได้ขึ้นอยู่กับพลังงานเพียงอย่างเดียว แต่ยังเกี่ยวข้องกับบริเวณที่ทำ ปริมาณไขมัน สภาพผิว และระดับความหย่อนคล้อยของแต่ละคน จึงควรให้แพทย์ประเมินใบหน้าและบริเวณที่จะทำก่อน เพื่อวางแผนการทำให้เหมาะกับแต่ละบุคคล
โปรแกรม Blue Endo Lifting ใช้ Fiber Optic ขนาดเล็กนำพลังงานเลเซอร์เข้าไปใต้ผิว เพื่อส่งพลังงานไปยังบริเวณที่ต้องการดูแล โดยตำแหน่งและระดับความลึกในการทำจะขึ้นอยู่กับบริเวณที่ต้องการดูแลและแผนการทำของแต่ละคน
Fiber Optic ทำหน้าที่นำพลังงานเลเซอร์เข้าไปยังบริเวณใต้ผิวที่ต้องการดูแล แพทย์จะกำหนดตำแหน่งและทิศทางการวาง Fiber Optic ตามบริเวณที่จะทำและโครงสร้างของแต่ละคน
ทั้ง 3 ความยาวคลื่นมีการใช้งานแตกต่างกัน
การเลือกใช้แต่ละช่วงจึงต้องดูปัญหาและบริเวณที่จะทำเป็นหลัก
ไม่จำเป็น ทุกคนไม่จำเป็นต้องใช้ทั้ง 3 ความยาวคลื่น การเลือกใช้ขึ้นอยู่กับปัญหาที่ต้องการดูแล ตำแหน่งที่ทำ สภาพผิว และปริมาณไขมันของแต่ละคน โดยแพทย์จะเป็นผู้ประเมินและวางแผนให้เหมาะสม
แสงสีฟ้าที่เห็นระหว่างทำเกี่ยวข้องกับระบบของโปรแกรมเลเซอร์และการทำงานของ Fiber Optic แต่แสงที่มองเห็นจากภายนอกไม่ได้หมายถึงพลังงานทั้งหมดที่กำลังทำงานอยู่ใต้ผิว ระหว่างทำจึงควรมีการป้องกันดวงตาตามมาตรฐานของระบบของโปรแกรมเลเซอร์
หลังทำอาจสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงบางอย่างได้ตั้งแต่ช่วงแรก แต่ผลยังสามารถเปลี่ยนแปลงต่อเนื่องได้ในช่วงหลังทำ โดยเฉพาะส่วนที่เกี่ยวข้องกับการสร้างและปรับตัวของคอลลาเจน ซึ่งอาจใช้เวลาประมาณ 1–3 เดือนหรือมากกว่า ทั้งนี้ ระยะเวลาและผลที่เห็นแตกต่างกันในแต่ละบุคคล

หมอพลอย
พญ.ธดาณัฐ ซึงตระกาณกูล
แพทย์ผู้ชำนาญการ ( ว.69902 )