






เมื่อกรอบหน้าเริ่มไม่ชัด แก้มหรือใต้คางดูหย่อนคล้อย และผิวขาดความกระชับ ปัญหาอาจไม่ได้เกิดจากความหย่อนของผิวเพียงอย่างเดียว แต่อาจมีทั้งไขมันสะสมเฉพาะจุด คุณภาพผิว และโครงสร้างใบหน้าร่วมด้วย โดยข้อดีของการทำโปรแกรม Blue Endo Lift คือสามารถวางแผนดูแลหลายปัจจัยร่วมกัน ทั้งความกระชับ ไขมันเฉพาะบริเวณ และสภาพผิว โดยแพทย์จะประเมินใบหน้าและกำหนดบริเวณที่เหมาะสมก่อนทำ
โปรแกรม Blue Endo Lift เป็นแนวทางดูแลใบหน้าด้วย Endo-laser โดยใช้ Fiber Optic นำพลังงานเข้าสู่บริเวณใต้ผิวที่ต้องการดูแล จึงสามารถวางแผนการทำให้สอดคล้องกับตำแหน่งและลักษณะปัญหาของแต่ละบุคคล
การทำสามารถครอบคลุมทั้งความหย่อนคล้อย ไขมันสะสมเฉพาะจุด และคุณภาพผิว โดยไม่จำเป็นต้องกำหนดรูปแบบเดียวกันในทุกคน การเลือกบริเวณและระดับพลังงานจึงควรอาศัยการประเมินจากแพทย์ร่วมกับเป้าหมายของผู้รับบริการ
จุดเด่นของแนวทางนี้คือสามารถวางแผนดูแลปัญหาบริเวณใบหน้าได้หลายด้านในแผนการดูแลเดียว โดยพิจารณาจากปัญหาและโครงสร้างใบหน้าของแต่ละบุคคล ข้อดีที่สามารถนำมาพิจารณา ได้แก่
การใช้ Endo-laser ร่วมกับ Fiber Optic ช่วยให้สามารถส่งพลังงานเข้าสู่บริเวณใต้ผิวที่แพทย์กำหนดได้ จึงสามารถวางแผนดูแลบริเวณที่มีความหย่อนคล้อยได้อย่างเฉพาะเจาะจง โดยเน้นการดูแลความกระชับของผิวและเนื้อเยื่อในระดับที่ต้องการ มากกว่าการดูแลเฉพาะผิวชั้นบน
กรอบหน้าที่ไม่ชัดหรือบริเวณใต้คางที่ดูมีน้ำหนัก อาจมีไขมันสะสมร่วมกับความหย่อนคล้อย การวางแผนจึงสามารถพิจารณาทั้งตำแหน่งของไขมันและความกระชับของผิวไปพร้อมกัน เพื่อให้แนวทางการดูแลสอดคล้องกับปัญหาที่พบจริง
นอกจากเรื่องความหย่อนคล้อยและไขมันแล้ว ยังสามารถพิจารณาสภาพผิวร่วมด้วย โดยมีการใช้พลังงาน 3 ความยาวคลื่น ได้แก่ 445, 660 และ 970 นาโนเมตร ซึ่งมีคุณสมบัติและเป้าหมายในการใช้งานแตกต่างกัน การเลือกใช้พลังงานจึงควรพิจารณาตามปัญหา บริเวณที่ต้องการดูแล และการประเมินของแพทย์
ใบหน้าของแต่ละคนมีสัดส่วน แนวกราม ชั้นเนื้อเยื่อ และการกระจายตัวของไขมันแตกต่างกัน การวางแผนจึงสามารถพิจารณาตาม Facial Anatomy เพื่อกำหนดบริเวณที่ควรดูแล แทนการใช้ตำแหน่งหรือรูปแบบเดียวกันกับทุกคน
แนวทางนี้เป็นหัตถการที่มีการรุกล้ำร่างกายน้อย (Minimally Invasive) จึงเป็นอีกทางเลือกสำหรับผู้ที่ต้องการดูแลความหย่อนคล้อยโดยไม่เลือกแนวทางการผ่าตัดดึงหน้า อย่างไรก็ตาม ความเหมาะสมขึ้นอยู่กับระดับความหย่อนคล้อย ปริมาณไขมัน โครงสร้างใบหน้า และผลลัพธ์ที่ต้องการ
อาจเหมาะกับผู้ที่เริ่มสังเกตว่ากรอบหน้าไม่ชัด ผิวบริเวณแก้มหรือแนวกรามหย่อนคล้อย หรือมีไขมันสะสมบริเวณแก้มและใต้คาง และต้องการพิจารณาแนวทางแบบ Minimally Invasive โดยลักษณะที่สามารถนำมาปรึกษาแพทย์เพื่อประเมิน ได้แก่
ทั้งนี้ การมีลักษณะดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าจะเหมาะกับแนวทางนี้ทุกคน เพราะสาเหตุของกรอบหน้าไม่ชัดหรือใบหน้าดูหย่อนอาจแตกต่างกัน จึงควรให้แพทย์ประเมินก่อนกำหนดแนวทาง
ปัญหาใบหน้าที่ดูคล้ายกันอาจมีสาเหตุไม่เหมือนกัน เช่น กรอบหน้าไม่ชัดอาจเกี่ยวข้องกับความหย่อนคล้อย ไขมันสะสม หรือโครงสร้างใบหน้า ดังนั้น ก่อนเลือกแนวทางควรประเมินปัจจัยเหล่านี้ร่วมกัน
| ปัญหาที่กังวล | สิ่งที่ควรประเมิน |
| ผิวหย่อนคล้อย | ระดับความหย่อนคล้อยและตำแหน่งที่มีปัญหา |
| กรอบหน้าไม่ชัด | ความหย่อนคล้อย ไขมัน และโครงสร้างใบหน้า |
| แก้มดูมีน้ำหนัก | ปริมาณและตำแหน่งของไขมันใต้ผิว |
| มีเหนียงหรือใต้คางหนา | ไขมันใต้คางร่วมกับความหย่อนของผิว |
| ผิวขาดความกระชับ | สภาพผิวและความยืดหยุ่น |
| ต้องการกรอบหน้าชัดขึ้น | โครงสร้างใบหน้า ไขมัน และระดับความหย่อน |
หมายเหตุ: ข้อมูลจากการประเมินช่วยให้แพทย์กำหนดบริเวณและระดับที่เหมาะสม รวมถึงพิจารณาว่ามีวิธีอื่นที่ควรนำมาเปรียบเทียบหรือไม่
ทั้งสองแนวทางมีวิธีการเข้าถึงเนื้อเยื่อและเป้าหมายในการดูแลแตกต่างกัน จึงไม่ควรพิจารณาเพียงว่าแนวทางใด “ดีกว่า” แต่ควรเลือกจากระดับปัญหา โครงสร้างใบหน้า และผลลัพธ์ที่ต้องการ
| หัวข้อ | โปรแกรม Blue Endo Lift | โปรแกรมผ่าตัดดึงหน้า |
| ลักษณะหัตถการ | Minimally Invasive | Surgery |
| การเข้าถึงบริเวณที่ดูแล | ใช้ Fiber Optic นำพลังงานเข้าสู่บริเวณที่แพทย์กำหนด | เข้าถึงเนื้อเยื่อตามเทคนิคการผ่าตัด |
| เป้าหมาย | ดูแลความกระชับ ไขมันเฉพาะจุด และคุณภาพผิวตามการประเมิน | ปรับโครงสร้างและเนื้อเยื่อในระดับที่เหมาะกับการผ่าตัด |
| การพักฟื้น | แตกต่างตามบริเวณและแต่ละบุคคล | มีระยะพักฟื้นหลังผ่าตัด |
เทคโนโลยีแต่ละประเภทใช้พลังงานและมีวิธีส่งพลังงานเข้าสู่เนื้อเยื่อแตกต่างกัน จึงไม่ควรเลือกจากชื่อเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่ควรพิจารณาว่าปัญหาหลักคืออะไร และต้องการดูแลบริเวณใด
| โปรแกรม | พลังงาน / เทคโนโลยี | แนวทางการดูแล |
| โปรแกรม Blue Endo Lift | Fiber Optic Laser | ส่งพลังงานเข้าสู่บริเวณใต้ผิวที่กำหนด เพื่อดูแลความกระชับและไขมันเฉพาะบริเวณตามการประเมิน |
| โปรแกรม SUPER HIFU | Focused Ultrasound | ส่งพลังงานอัลตราซาวด์แบบโฟกัสไปยังชั้นเนื้อเยื่อเป้าหมาย |
| โปรแกรม Ulthera SPT | Microfocused Ultrasound | ใช้ Microfocused Ultrasound เพื่อดูแลความกระชับของเนื้อเยื่อในชั้นเป้าหมาย |
| โปรแกรม Thermage FLX | Radiofrequency (RF) | ใช้พลังงาน RF เพื่อดูแลความกระชับและคุณภาพผิว |
การประเมินก่อนทำช่วยให้เห็นว่าปัญหาที่กังวลเกิดจากปัจจัยใดบ้าง และนำข้อมูลไปกำหนดบริเวณและแนวทางการดูแล โดยแพทย์อาจพิจารณา 5 ปัจจัยหลัก ได้แก่
ประเมินว่าผิวและเนื้อเยื่อบริเวณแก้ม แนวกราม หรือใต้คางมีความหย่อนในระดับใด เพื่อประกอบการพิจารณาว่าแนวทางนี้เหมาะกับระดับปัญหาหรือไม่
ประเมินปริมาณ ตำแหน่ง และการกระจายตัวของไขมันบริเวณแก้ม กรอบหน้า และใต้คาง เพราะไขมันอาจเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้กรอบหน้าดูไม่ชัด
พิจารณาความกระชับ ความยืดหยุ่น และคุณภาพผิวโดยรวม เพื่อให้การวางแผนไม่ได้มองเฉพาะเรื่องความหย่อนคล้อยเท่านั้น
พิจารณาโครงสร้างและสัดส่วนของใบหน้า แนวกราม ตำแหน่งเนื้อเยื่อ และการกระจายตัวของไขมัน เพื่อกำหนดบริเวณที่ควรดูแลให้เหมาะกับลักษณะใบหน้า
พูดคุยถึงปัญหาที่ต้องการแก้ไขและผลลัพธ์ที่คาดหวัง เช่น ต้องการให้กรอบหน้าดูชัดขึ้น หรือกังวลเรื่องแก้มและใต้คาง เพื่อให้แพทย์นำความต้องการมาประกอบกับสภาพใบหน้าจริง รวมถึงอธิบายข้อจำกัดและทางเลือกอื่นที่เกี่ยวข้อง
ก่อนตัดสินใจควรเข้าใจว่าแนวทางนี้ไม่ได้ให้ผลเหมือนกันในทุกคน เนื่องจากระดับความหย่อนคล้อย ปริมาณไขมัน สภาพผิว อายุ และโครงสร้างใบหน้ามีความแตกต่างกัน
ผู้ที่มีปัญหาคล้ายกันอาจได้รับการวางแผนบริเวณและระดับการดูแลที่แตกต่างกัน จึงไม่ควรคาดหวังว่าผลลัพธ์จะเหมือนตัวอย่างของบุคคลอื่น
หากปัญหาหลักไม่ได้มาจากความหย่อนคล้อยหรือไขมันเฉพาะจุด หรือมีความหย่อนในระดับที่ต้องการแนวทางอื่น แพทย์อาจแนะนำทางเลือกที่เหมาะสมกว่าได้
หลังทำอาจพบอาการบวม ช้ำ หรือตึงบริเวณที่ทำได้ ระยะเวลาและความมากน้อยแตกต่างกันในแต่ละบุคคล จึงควรปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์
ในบางกรณี แพทย์อาจแนะนำให้ใส่ชุดรัดกระชับสัดส่วน (Compression Garment) เป็นเวลา 1–3 วัน โดยอาจให้สวมขณะนอนหลับประมาณ 6–8 ชั่วโมง ทั้งระยะเวลาและวิธีการสวมควรยึดตามคำแนะนำของแพทย์
ผลลัพธ์และระยะเวลาที่เห็นการเปลี่ยนแปลงอาจแตกต่างกันตามสภาพผิว อายุ การเปลี่ยนแปลงของร่างกาย และการดูแลหลังทำ จึงควรพูดคุยกับแพทย์ถึงผลลัพธ์ที่คาดหวังให้เหมาะกับสภาพใบหน้าจริง
การเลือกสถานพยาบาลหรือคลินิกสำหรับหัตถการบริเวณใบหน้า ควรพิจารณาทั้งประสบการณ์ของทีมแพทย์ การประเมินโครงสร้างใบหน้า และกระบวนการดูแลก่อนและหลังทำ โดย Rassapoom Clinic ให้ความสำคัญกับการวางแผนเฉพาะบุคคลมากกว่าการใช้รูปแบบเดียวกันกับทุกคน
Rassapoom Clinic มีประสบการณ์ในการนำเทคโนโลยีนี้มาใช้ดูแลผู้รับบริการ โดยให้ความสำคัญกับการทำความเข้าใจเทคโนโลยีและการประยุกต์ใช้ให้เหมาะกับปัญหาของแต่ละบุคคล
ทีมแพทย์ให้ความสำคัญกับ Facial Anatomy หรือโครงสร้างใบหน้า ทั้งสัดส่วน แนวกราม ชั้นเนื้อเยื่อ และการกระจายตัวของไขมัน เพื่อใช้ประกอบการกำหนดบริเวณที่ต้องการดูแล
ข้อมูลจากการประเมิน เช่น ความหย่อนคล้อย ปริมาณไขมัน สภาพผิว และเป้าหมายของผู้รับบริการ จะถูกนำมาประกอบการออกแบบแนวทาง เพื่อให้เหมาะกับลักษณะใบหน้าแต่ละบุคคล
หลังทำจะมีคำแนะนำในการดูแลตัวเองตามบริเวณและสภาพของแต่ละบุคคล รวมถึงแนวทางสังเกตการเปลี่ยนแปลงหลังทำ หากมีข้อสงสัยหรืออาการผิดปกติ ควรติดต่อคลินิกหรือแพทย์เพื่อรับคำแนะนำ
จุดเด่นคือสามารถวางแผนดูแลได้หลายด้าน ทั้งความหย่อนคล้อย ไขมันสะสมเฉพาะบริเวณ และคุณภาพผิว โดยเลือกบริเวณและแนวทางตามการประเมินของแพทย์
สามารถนำมาพิจารณาเพื่อดูแลความหย่อนคล้อย กรอบหน้าไม่ชัด ไขมันบริเวณแก้มหรือใต้คาง รวมถึงความกระชับและคุณภาพผิว โดยบริเวณที่ทำและแนวทางการดูแลขึ้นอยู่กับการประเมินรายบุคคล
อาจเหมาะกับผู้ที่เริ่มมีความหย่อนคล้อย กรอบหน้าไม่ชัด หรือมีไขมันสะสมเฉพาะจุดบริเวณแก้มและใต้คาง และต้องการพิจารณาแนวทางแบบ Minimally Invasive ทั้งนี้ควรได้รับการประเมินจากแพทย์ก่อน
สามารถนำมาพิจารณาเป็นหนึ่งในแนวทางดูแลไขมันบริเวณใต้คางหรือเหนียงได้ โดยแพทย์จะประเมินทั้งปริมาณไขมันและระดับความหย่อนคล้อย เนื่องจากสาเหตุของเหนียงแตกต่างกันในแต่ละบุคคล
สามารถนำมาพิจารณาเพื่อดูแลปัจจัยที่ทำให้กรอบหน้าดูไม่ชัด เช่น ความหย่อนคล้อยและไขมันสะสมเฉพาะบริเวณ โดยผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับโครงสร้างใบหน้าและสภาพเนื้อเยื่อของแต่ละบุคคล
ทั้งสองแนวทางใช้เทคโนโลยีพลังงานแตกต่างกัน
ทั้งสองแนวทางมีเทคโนโลยีและวิธีส่งพลังงานแตกต่างกัน
ระหว่างทำอาจรู้สึกอุ่นหรือตึงบริเวณที่ทำได้ ระดับความรู้สึกแตกต่างกันในแต่ละบุคคล และแพทย์อาจพิจารณาใช้ยาชาเฉพาะที่เพื่อช่วยลดความไม่สบาย ขึ้นอยู่กับบริเวณและแผนการทำ
เป็นหัตถการที่มีการรุกล้ำร่างกายน้อยกว่าการผ่าตัด จึงไม่มีระยะพักฟื้นในลักษณะเดียวกับการผ่าตัด อย่างไรก็ตาม อาจมีอาการบวม ช้ำ หรือตึงหลังทำ และควรปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์
ในบางกรณีอาจมีคำแนะนำให้ใส่ชุดรัดกระชับสัดส่วนเป็นเวลา 1–3 วัน และสวมขณะนอนหลับประมาณ 6–8 ชั่วโมง โดยรายละเอียดขึ้นอยู่กับบริเวณที่ทำและคำแนะนำของแพทย์
ผลลัพธ์อาจคงอยู่ได้ประมาณ 2–5 ปี แต่ระยะเวลาแตกต่างกันในแต่ละบุคคล และขึ้นอยู่กับสภาพผิว อายุ การเปลี่ยนแปลงของร่างกาย และการดูแลหลังทำ ดังนั้นควรให้แพทย์ประเมินสภาพใบหน้าและพูดคุยถึงผลลัพธ์ที่คาดหวังเป็นรายบุคคล

หมอหนุ่ม
นพ.รัสมิ์ภูมิ สุเมธีวิทย์
แพทย์ผิวหนังเฉพาะทาง ( ว.19863 )