โปรแกรมยกหน้าที่ไม่ต้องผ่าตัด ปี 2026 มีอะไรบ้าง? เปรียบเทียบแต่ละเทคโนโลยี

ผิวที่ขาดความกระชับ กรอบหน้าไม่คมชัด หรือเริ่มมีสัญญาณของความหย่อนคล้อย เป็นปัญหาที่ทำให้หลายคนมองหาทางเลือกในการดูแลผิวโดยไม่ต้องพักฟื้น โปรแกรมยกหน้าที่ไม่ต้องผ่าตัดจึงได้รับความนิยมมากขึ้น ปัจจุบันมีเทคโนโลยีให้เลือกหลากหลาย โดยแต่ละโปรแกรมมีหลักการทำงานและความเหมาะสมแตกต่างกัน แล้วโปรแกรมยกหน้าที่ไม่ต้องผ่าตัดคืออะไร และควรเลือกอย่างไรให้เหมาะกับปัญหาผิว? มาหาคำตอบกัน

โปรแกรมยกหน้าที่ไม่ต้องผ่าตัด คืออะไร

โปรแกรมยกหน้าที่ไม่ต้องผ่าตัด (Non-Surgical Face Lift) คือแนวทางการดูแลผิวและความหย่อนคล้อยของใบหน้าโดยอาศัยเทคโนโลยีพลังงานหรือหัตถการที่ช่วยฟื้นฟูโครงสร้างผิว โดยไม่ได้เป็นการดึงหน้าด้วยการผ่าตัด แต่เป็นการกระตุ้นกระบวนการฟื้นฟูของผิวตามกลไกของแต่ละเทคโนโลยี เพื่อให้ผิวดูยกกระชับขึ้น พร้อมช่วยปรับคุณภาพผิวในบริเวณที่มีความหย่อนคล้อย

หลักการทำงานของแต่ละโปรแกรมอาจแตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นการส่งพลังงานลงสู่ชั้นผิวเพื่อกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน การกระตุ้นให้เส้นใยคอลลาเจนเกิดการหดตัวในระดับที่เหมาะสม หรือการฟื้นฟูคุณภาพผิวโดยรวม จึงเหมาะกับปัญหาและโครงสร้างผิวของแต่ละบุคคลไม่เหมือนกัน

อย่างไรก็ตาม ความหย่อนคล้อยของใบหน้าไม่ได้เกิดขึ้นจากผิวหนังเพียงชั้นเดียว แต่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างหลายชั้น ตั้งแต่ผิวหนัง ชั้นไขมัน ชั้นพังผืด (SMAS) ไปจนถึงโครงสร้างกระดูก ดังนั้นก่อนเลือกโปรแกรมยกหน้าที่ไม่ต้องผ่าตัด แพทย์จึงจำเป็นต้องประเมินสาเหตุของความหย่อนคล้อยอย่างละเอียด เพื่อวางแผนการรักษาให้เหมาะกับแต่ละบุคคล

สาเหตุที่ทำให้ใบหน้าหย่อนคล้อย

หลายคนเข้าใจว่าปัญหาหน้าหย่อนคล้อยเกิดจากคอลลาเจนลดลงเพียงอย่างเดียว แต่ในความเป็นจริง ความอ่อนเยาว์ของใบหน้าขึ้นอยู่กับการทำงานร่วมกันของโครงสร้างหลายชั้น เมื่อแต่ละชั้นเปลี่ยนแปลงไปตามเวลา ใบหน้าจึงสูญเสียความกระชับและมิติ ส่งผลให้กรอบหน้าไม่ชัด ร่องแก้มลึก หรือผิวดูหย่อนคล้อยมากขึ้น

คอลลาเจน (Collagen) ลดลง

คอลลาเจนเป็นโปรตีนโครงสร้างสำคัญที่ช่วยพยุงผิวให้มีความแข็งแรงและกระชับ เมื่อปริมาณคอลลาเจนลดลง ผิวจะสูญเสียความแน่น กระชับน้อยลง และเกิดริ้วรอยได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้กระบวนการสร้างคอลลาเจนยังช้าลงจากหลายปัจจัย เช่น อายุ รังสี UV มลภาวะ และพฤติกรรมการใช้ชีวิต

อีลาสติน (Elastin) ลดลง

อีลาสตินเป็นเส้นใยที่ช่วยให้ผิวสามารถยืดหยุ่นและกลับคืนสู่สภาพเดิมได้ เมื่ออีลาสตินลดลง ผิวจะสูญเสียความยืดหยุ่น ทำให้เกิดความหย่อนคล้อยบริเวณแก้ม แนวกราม และลำคอได้ง่ายขึ้น แม้คอลลาเจนจะยังคงมีอยู่ก็ตาม

ชั้น SMAS สูญเสียความกระชับ

SMAS (Superficial Musculoaponeurotic System) เป็นชั้นพังผืดและกล้ามเนื้อที่อยู่ลึกกว่าชั้นไขมัน ทำหน้าที่พยุงเนื้อเยื่อของใบหน้า เมื่อชั้นนี้สูญเสียความกระชับ เนื้อเยื่อบริเวณแก้มและแนวกรามอาจเคลื่อนตัวลงตามแรงโน้มถ่วง ส่งผลให้กรอบหน้าไม่คมชัดและใบหน้าดูหย่อนคล้อย

เทคโนโลยียกกระชับบางชนิดได้รับการออกแบบให้ส่งพลังงานลงสู่ระดับ SMAS เพื่อช่วยให้เกิดการยกกระชับในบริเวณที่เหมาะสม ทั้งนี้ระดับความลึกและกลไกการทำงานจะแตกต่างกันไปในแต่ละเทคโนโลยี

ชั้นไขมันบนใบหน้าเคลื่อนตัว

ไขมันบนใบหน้าไม่ได้กระจายตัวเป็นชั้นเดียว แต่แบ่งออกเป็นหลาย Fat Compartments ซึ่งช่วยสร้างความอิ่มฟูและมิติของใบหน้า เมื่อเวลาผ่านไป ไขมันบางส่วนอาจฝ่อลงหรือเคลื่อนตัวลงด้านล่าง ทำให้แก้มตอบ ร่องแก้มเด่นขึ้น หรือเกิดแก้มห้อย ส่งผลให้ใบหน้าดูมีอายุและเสียสมดุล

การเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างกระดูก (Bone Resorption)

อีกหนึ่งสาเหตุที่มักถูกมองข้าม คือการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างกระดูกใบหน้า เมื่อกระดูกบางบริเวณมีการสลายตัวหรือยุบตัวตามธรรมชาติ การรองรับเนื้อเยื่อด้านบนจะลดลง ส่งผลให้ผิวและไขมันเกิดการเคลื่อนตัวลงได้ง่ายขึ้น จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมบางคนแม้ดูแลผิวเป็นอย่างดี แต่ยังคงมีปัญหาความหย่อนคล้อยเกิดขึ้นได้

โปรแกรมยกหน้าที่ไม่ต้องผ่าตัด มีอะไรบ้าง?

ปัจจุบันโปรแกรมยกหน้าที่ไม่ต้องผ่าตัด มีให้เลือกหลายเทคโนโลยี โดยแต่ละโปรแกรมมีหลักการทำงาน ระดับความลึกของพลังงาน และจุดเด่นที่แตกต่างกัน บางโปรแกรมออกแบบมาเพื่อยกกระชับในระดับชั้น SMAS ขณะที่บางโปรแกรมเน้นฟื้นฟูคุณภาพผิวและเพิ่มความกระชับในชั้นหนังแท้ (Dermis) ดังนั้น การเลือกโปรแกรมที่เหมาะสมจึงควรพิจารณาจากปัญหาผิว โครงสร้างใบหน้า และการประเมินโดยแพทย์ มากกว่าการเลือกจากชื่อเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว

เปรียบเทียบโปรแกรมยกหน้าที่ไม่ต้องผ่าตัด

โปรแกรมเทคโนโลยีระดับชั้นผิวที่ออกฤทธิ์หลักเริ่มเห็นผลผลลัพธ์ชัดเจนระยะเวลาผลลัพธ์โดยประมาณ
โปรแกรม Ultherapy PrimeMFU-V (Micro-Focused Ultrasound with Visualization)Dermis ลึก + SMAS (1.5 / 3.0 / 4.5 มม.)หลังทำทันทีประมาณ 10–20%ประมาณ 2–3 เดือน12–18 เดือน
โปรแกรม Ultraformer MPTMMFU (Micro & Macro Focused Ultrasound)Dermis + SMASหลังทำทันทีเล็กน้อยประมาณ 1–3 เดือน6–12 เดือน
โปรแกรม SUPER HIFUHIFU (High-Intensity Focused Ultrasound)Dermis + SMASหลังทำเล็กน้อยประมาณ 1–3 เดือน6–12 เดือน
โปรแกรม VolnewmerMonopolar RFDermisหลังทำรู้สึกผิวกระชับขึ้นประมาณ 2–3 เดือน6–12 เดือน
โปรแกรม OligioMonopolar RFDermis ถึงชั้นไขมันตื้นหลังทำเห็นความกระชับบางส่วนประมาณ 2–3 เดือน12–18 เดือน
โปรแกรม Thermage FLXMonopolar RFDermis และชั้นคอลลาเจนหลังทำเห็นผิวแน่นขึ้นบางส่วนประมาณ 2–6 เดือน12–24 เดือน

หมายเหตุ: ระยะเวลาที่เริ่มสังเกตการเปลี่ยนแปลงและระยะเวลาของผลลัพธ์เป็นข้อมูลโดยประมาณ ซึ่งอาจแตกต่างกันในแต่ละบุคคล ขึ้นอยู่กับสภาพผิว อายุ การดูแลหลังทำ รวมถึงการประเมินและการวางแผนการรักษาของแพทย์ 

เพราะใบหน้าแต่ละคนมีปัญหาแตกต่างกัน การเลือกเทคโนโลยีที่เหมาะสมจึงเป็นหัวใจสำคัญ

ที่ Rassapoom Clinic แพทย์จะประเมินสาเหตุของความหย่อนคล้อย สภาพผิว ชั้นไขมัน ชั้น SMAS และโครงสร้างใบหน้า เพื่อวางแผนโปรแกรมยกหน้าที่เหมาะสมสำหรับแต่ละบุคคล
ลงทะเบียนรับสิทธิพิเศษ
Register to receive exclusive privileges Form

เปรียบเทียบโปรแกรมยกหน้าที่ไม่ต้องผ่าตัดแต่ละเทคโนโลยี

แม้โปรแกรมยกหน้าที่ไม่ต้องผ่าตัดจะมีเป้าหมายในการดูแลความหย่อนคล้อยของใบหน้าเหมือนกัน แต่แต่ละเทคโนโลยีมีความแตกต่างทั้ง ชนิดของพลังงาน ระดับชั้นผิวที่ออกแบบให้ทำงาน กลไกการออกฤทธิ์ และจุดเด่นในการดูแลปัญหาแต่ละประเภท

ดังนั้น การเปรียบเทียบจึงไม่ควรพิจารณาเฉพาะชื่อเครื่องหรือความนิยมของเทคโนโลยี แต่ควรพิจารณาร่วมกับปัจจัยสำคัญ เช่น

  • เทคโนโลยีใช้พลังงานชนิดใด (Ultrasound หรือ Radiofrequency)
  • พลังงานลงสู่ระดับชั้นผิวใด
  • เหมาะกับการดูแลความหย่อนคล้อยหรือคุณภาพผิวในลักษณะใด
  • ข้อควรพิจารณาและข้อจำกัดของแต่ละเทคโนโลยี

รายละเอียดของโปรแกรมยกหน้าที่ไม่ต้องผ่าตัดแต่ละชนิด มีดังนี้

โปรแกรม Ultherapy Prime 

โปรแกรม Ultherapy Prime ใช้เทคโนโลยี Microfocused Ultrasound with Visualization (MFU-V) ส่งพลังงานอัลตราซาวด์แบบโฟกัสลงสู่ผิวในระดับความลึกที่กำหนด รวมถึงชั้น SMAS ซึ่งเป็นชั้นพังผืดที่มีบทบาทต่อความกระชับของใบหน้า

จุดเด่นของเทคโนโลยีนี้คือระบบ Visualization ที่ช่วยให้แพทย์มองเห็นชั้นผิวแบบ Real-time ก่อนปล่อยพลังงาน ทำให้สามารถวางแผนตำแหน่งและระดับความลึกในการดูแลได้สอดคล้องกับโครงสร้างใบหน้าของแต่ละบุคคล

จุดเด่น

  • ส่งพลังงานลงสู่ชั้น SMAS ได้อย่างแม่นยำ
  • มีระบบแสดงภาพชั้นผิวแบบ Real-time เพื่อช่วยประกอบการวางแผนของแพทย์
  • เหมาะสำหรับการดูแลบริเวณกรอบหน้า แนวกราม และใบหน้าส่วนล่าง

ข้อควรพิจารณา

เหมาะกับผู้ที่มีความหย่อนคล้อยจากโครงสร้างชั้นลึกเป็นหลัก แต่หากสาเหตุเกิดจากการสูญเสียปริมาตรไขมันหรือการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างใบหน้าร่วมด้วย แพทย์อาจพิจารณาวางแผนการดูแลร่วมกับเทคโนโลยีอื่นตามความเหมาะสม

เหมาะกับใคร

  • ผู้ที่มีใบหน้าหย่อนคล้อยระดับปานกลาง–มาก ต้องการยกกรอบหน้า ยกแก้ม และคิ้ว

โปรแกรม Ultraformer MPT 

โปรแกรม Ultraformer MPT ใช้เทคโนโลยี Micro & Macro Focused Ultrasound (MMFU) ร่วมกับ Micro Pulse Technology (MPT) ส่งพลังงานอัลตราซาวด์แบบโฟกัสลงสู่หลายระดับชั้นผิว ทั้งชั้นหนังแท้และชั้น SMAS

เทคโนโลยี MPT มีรูปแบบการปล่อยพลังงานแบบ Micro Pulse ช่วยให้พลังงานกระจายอย่างต่อเนื่อง พร้อมรองรับหัวทิปหลายระดับความลึก ทำให้แพทย์สามารถออกแบบแนวทางการดูแลให้เหมาะกับแต่ละบริเวณของใบหน้า

จุดเด่น

  • ดูแลได้หลายระดับชั้นผิวภายในโปรแกรมเดียว
  • มีหัวทิปส์หลายความลึก รองรับการวางแผนเฉพาะแต่ละบริเวณ
  • เหมาะกับการดูแลทั้งความหย่อนคล้อยและคุณภาพผิว

ข้อควรพิจารณา

ประสิทธิภาพของการดูแลขึ้นอยู่กับการเลือกหัวทิป ระดับพลังงาน และตำแหน่งการยิงที่เหมาะสม ซึ่งควรอยู่ภายใต้การประเมินของแพทย์

เหมาะกับใคร

  • ผู้ที่เริ่มมีความหย่อนคล้อย ต้องการยกกระชับหลายบริเวณ รวมถึงเหนียงและลำคอ

โปรแกรม SUPER HIFU

โปรแกรม SUPER HIFU ใช้เทคโนโลยี High-Intensity Focused Ultrasound (HIFU) ส่งพลังงานอัลตราซาวด์แบบโฟกัสลงสู่ชั้นหนังแท้และชั้น SMAS เพื่อกระตุ้นกระบวนการสร้างคอลลาเจนตามธรรมชาติของร่างกาย และช่วยเพิ่มความกระชับของผิว

แพทย์สามารถเลือกหัวทิปที่มีระดับความลึกแตกต่างกัน เพื่อให้เหมาะกับตำแหน่งและระดับความหย่อนคล้อยของแต่ละบุคคล

จุดเด่น

  • เป็นอีกทางเลือกสำหรับผู้ที่เริ่มดูแลปัญหาความหย่อนคล้อย
  • สามารถเลือกความลึกของหัวทิปตามบริเวณที่ต้องการดูแล
  • ช่วยเพิ่มความกระชับของผิวและดูแลกรอบหน้า

ข้อควรพิจารณา

เหมาะกับผู้ที่มีความหย่อนคล้อยระดับเล็กน้อยถึงปานกลาง หากมีการเปลี่ยนแปลงของหลายโครงสร้างร่วมกัน เช่น ชั้นไขมันหรือคุณภาพผิว แพทย์อาจพิจารณาวางแผนการดูแลร่วมกับเทคโนโลยีอื่น

เหมาะกับใคร

  • ผู้ที่เริ่มมีความหย่อนคล้อยเล็กน้อย หรือเป็นการดูแลต่อเนื่อง

โปรแกรม Volnewmer

โปรแกรม Volnewmer ใช้เทคโนโลยี Monopolar Radiofrequency (RF) ส่งพลังงานลงสู่ชั้นหนังแท้ (Dermis) เพื่อกระตุ้นกระบวนการสร้างคอลลาเจนของร่างกาย ช่วยเพิ่มความกระชับและดูแลคุณภาพผิว พร้อมระบบทำความเย็น (Cooling System) และระบบควบคุมการส่งพลังงานให้มีความสม่ำเสมอในแต่ละช็อต

จุดเด่น

  • ใช้พลังงาน Monopolar RF เพื่อดูแลความกระชับของผิว
  • เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการดูแลคุณภาพผิวควบคู่กับความกระชับ
  • มีระบบควบคุมอุณหภูมิระหว่างทำหัตถการเพื่อช่วยปกป้องผิวชั้นบน

ข้อควรพิจารณา

เนื่องจากเทคโนโลยีนี้เน้นการทำงานในชั้นหนังแท้ จึงอาจไม่ใช่ทางเลือกหลักในผู้ที่มีความหย่อนคล้อยจากโครงสร้างชั้น SMAS เป็นสาเหตุสำคัญ

เหมาะกับใคร

  • ผู้ที่มีผิวหย่อนคล้อยร่วมกับผิวบาง ขาดความกระชับ ต้องการฟื้นฟูคุณภาพผิว

โปรแกรม Oligio 

โปรแกรม Oligio ใช้เทคโนโลยี Monopolar RF ส่งพลังงานลงสู่ชั้นหนังแท้ เพื่อช่วยกระตุ้นกระบวนการสร้างคอลลาเจนและเพิ่มความกระชับของผิว โดยทำงานร่วมกับระบบ Cooling System ที่ช่วยดูแลผิวชั้นบนระหว่างทำหัตถการ

จุดเด่น

  • ช่วยเพิ่มความกระชับของผิว
  • เหมาะกับการดูแลคุณภาพผิวและความเรียบเนียน
  • หัวทิปออกแบบให้ดูแลบริเวณต่าง ๆ ของใบหน้าได้อย่างเหมาะสม

ข้อควรพิจารณา

หากความหย่อนคล้อยเกิดจากหลายโครงสร้างร่วมกัน เช่น ชั้น SMAS หรือการเคลื่อนตัวของไขมันบนใบหน้า แพทย์อาจพิจารณาแนวทางการดูแลร่วมกับเทคโนโลยีอื่นตามความเหมาะสม

เหมาะกับใคร

  • ผู้ที่ต้องการกระชับผิว ลดความหย่อนคล้อย พร้อมปรับคุณภาพผิว โดยเจ็บน้อย

โปรแกรม Thermage FLX 

โปรแกรม Thermage FLX ใช้เทคโนโลยี Monopolar RF ส่งพลังงานลงสู่ชั้นหนังแท้ เพื่อช่วยกระตุ้นกระบวนการสร้างคอลลาเจนของร่างกาย พร้อมระบบ AccuREP™ Technology ที่ช่วยวัดค่าความต้านทานของผิวในแต่ละช็อต และปรับการส่งพลังงานให้เหมาะสมกับสภาพผิวของแต่ละบริเวณ

จุดเด่น

  • ช่วยเพิ่มความกระชับของผิวและดูแลคุณภาพผิว
  • มีระบบ AccuREP™ ช่วยปรับการส่งพลังงานในแต่ละช็อต
  • สามารถดูแลทั้งบริเวณใบหน้าและบางบริเวณของร่างกายตามดุลยพินิจของแพทย์

ข้อควรพิจารณา

แม้โปรแกรม Thermage FLX จะอยู่ในกลุ่ม Monopolar RF เช่นเดียวกับเทคโนโลยีอื่น แต่รายละเอียดของระบบส่งพลังงาน หัวทิป และการออกแบบเครื่องมีความแตกต่างกัน การเลือกโปรแกรมจึงควรพิจารณาร่วมกับสภาพผิว ระดับความหย่อนคล้อย และเป้าหมายในการดูแลของแต่ละบุคคล

เหมาะกับใคร

  • ผู้ที่มีผิวหย่อนคล้อย มีริ้วรอย ผิวไม่กระชับ รวมถึงรอบดวงตา

เลือกโปรแกรมยกหน้าที่ไม่ต้องผ่าตัดอย่างไรให้เหมาะกับปัญหา

แม้โปรแกรมยกหน้าที่ไม่ต้องผ่าตัดจะมีเป้าหมายในการดูแลความหย่อนคล้อยเช่นเดียวกัน แต่แต่ละเทคโนโลยีได้รับการออกแบบให้เหมาะกับปัญหาผิวและระดับความหย่อนคล้อยที่แตกต่างกัน ตารางด้านล่างเป็นแนวทางเบื้องต้นในการเลือกโปรแกรม โดยการรักษาที่เหมาะสมควรอาศัยการประเมินโครงสร้างใบหน้าและสภาพผิวโดยแพทย์

แนวทางเลือกโปรแกรมยกหน้าตามปัญหาผิว (Decision Guide)

ปัญหาที่กังวลโปรแกรมที่อาจเหมาะสมเหตุผล
กรอบหน้าไม่ชัด ใบหน้าเริ่มหย่อนคล้อย โปรแกรม Ultherapy Primeส่งพลังงานถึงชั้น SMAS เพื่อดูแลความหย่อนคล้อยของใบหน้า
มีความหย่อนคล้อยหลายบริเวณ ต้องการดูแลหลายระดับชั้นผิวโปรแกรม Ultraformer MPTทำงานได้ทั้งชั้น Dermis และ SMAS พร้อมหัวทิปหลายความลึก
เริ่มมีความหย่อนคล้อยเล็กน้อยโปรแกรม SUPER HIFUทางเลือกสำหรับผู้ที่เริ่มดูแลความกระชับของผิว
ผิวขาดความกระชับ ผิวไม่แน่นโปรแกรม Volnewmerใช้ Monopolar RF ช่วยเพิ่มความกระชับและคุณภาพผิว
ผิวเริ่มสูญเสียความกระชับ ต้องการฟื้นฟูคุณภาพผิวโปรแกรม Oligioช่วยเพิ่มความกระชับของผิว พร้อมดูแลคุณภาพผิว
กังวลเรื่องผิวหย่อนคล้อยร่วมกับคุณภาพผิวโปรแกรม Thermage FLXใช้ Monopolar RF เพื่อช่วยเพิ่มความกระชับและปรับคุณภาพผิว

หมายเหตุ: ตารางนี้เป็นแนวทางเบื้องต้นเท่านั้น การเลือกโปรแกรมที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับสาเหตุของความหย่อนคล้อย โครงสร้างใบหน้า และการประเมินของแพทย์ในแต่ละบุคคล

อายุเท่าไรควรเริ่มโปรแกรมยกหน้าที่ไม่ต้องผ่าตัด?

ไม่มีอายุที่กำหนดตายตัวว่าควรเริ่มดูแลเมื่อใด เพราะความหย่อนคล้อยของผิวขึ้นอยู่กับพันธุกรรม การดูแลผิว พฤติกรรมการใช้ชีวิต และการสัมผัสแสงแดด อย่างไรก็ตาม การวางแผนดูแลตั้งแต่เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงของผิว อาจช่วยชะลอการสูญเสียความกระชับได้ในระยะยาว

อายุ 25 ปีขึ้นไป: เริ่มดูแลคุณภาพผิว

ในช่วงวัยนี้ คอลลาเจนของผิวเริ่มลดลงอย่างค่อยเป็นค่อยไป แม้ยังไม่เห็นความหย่อนคล้อยชัดเจน แต่บางคนอาจเริ่มรู้สึกว่าผิวไม่แน่นหรือขาดความยืดหยุ่น

แนวทางการดูแล

  • เน้นการดูแลคุณภาพผิว
  • ป้องกันแสงแดดอย่างสม่ำเสมอ
  • ดูแลสุขภาพผิวร่วมกับการกระตุ้นคอลลาเจนเมื่อมีข้อบ่งชี้

อายุ 30 ปีขึ้นไป: เริ่มสังเกตกรอบหน้าและความกระชับ

หลายคนเริ่มสังเกตว่ากรอบหน้าไม่คมชัดเหมือนเดิม ผิวขาดความกระชับ หรือเริ่มมีความหย่อนคล้อยเล็กน้อย

แนวทางการดูแล

  • ประเมินสาเหตุของความหย่อนคล้อย
  • เลือกโปรแกรมที่เหมาะกับปัญหาผิวและโครงสร้างใบหน้า
  • ดูแลคุณภาพผิวควบคู่กับการยกกระชับ

อายุ 35 ปีขึ้นไป: ความหย่อนคล้อยเริ่มชัดขึ้น

การสูญเสียคอลลาเจนและอีลาสติน รวมถึงการเปลี่ยนแปลงของชั้นไขมันและโครงสร้างใบหน้า อาจทำให้ความหย่อนคล้อยเห็นได้ชัดเจนขึ้น

แนวทางการดูแล

  • วางแผนการรักษาเฉพาะบุคคล
  • อาจพิจารณาเทคโนโลยีที่ทำงานในหลายระดับชั้นผิว
  • ติดตามผลการรักษาเป็นระยะ

อายุ 40 ปีขึ้นไป: ดูแลหลายโครงสร้างของใบหน้า

ในช่วงวัยนี้ ความหย่อนคล้อยมักเกิดจากหลายปัจจัยร่วมกัน ทั้งผิว ชั้นไขมัน ชั้น SMAS และการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างกระดูก

แนวทางการดูแล

  • ประเมินโครงสร้างใบหน้าอย่างละเอียด
  • พิจารณาแผนการรักษาที่ครอบคลุมหลายสาเหตุ
  • ดูแลคุณภาพผิวร่วมกับการยกกระชับ

อายุ 45 ปีขึ้นไป: วางแผนการดูแลแบบเฉพาะบุคคล

ความหย่อนคล้อยในช่วงวัยนี้มักมีความซับซ้อนมากขึ้น จึงควรวางแผนการดูแลโดยอาศัยการประเมินของแพทย์ เพื่อเลือกเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับสภาพผิวและโครงสร้างใบหน้า

แนวทางการดูแล

  • ประเมินปัญหาในทุกระดับชั้นผิว
  • วางแผนการรักษาแบบเฉพาะบุคคล
  • พิจารณาการใช้หลายเทคโนโลยีร่วมกันตามข้อบ่งชี้ของแพทย์

ก่อนและหลังทำโปรแกรมยกหน้าที่ไม่ต้องผ่าตัด ควรดูแลตัวเองอย่างไร?

แม้โปรแกรมยกหน้าที่ไม่ต้องผ่าตัด เช่น เทคโนโลยีกลุ่ม Focused Ultrasound และ Monopolar RF จะเป็นหัตถการที่ไม่ต้องพักฟื้นเหมือนการผ่าตัด แต่การเตรียมตัวก่อนทำและการดูแลผิวหลังทำอย่างเหมาะสม มีส่วนช่วยให้ผิวฟื้นตัวได้ดีและสนับสนุนผลลัพธ์ของการรักษา ทั้งนี้ แนวทางการดูแลอาจแตกต่างกันตามเทคโนโลยีที่เลือกใช้และการประเมินของแพทย์

การเตรียมตัวก่อนทำหัตถการ

ก่อนเข้ารับบริการ ควรเข้ารับการประเมินสภาพผิวและโครงสร้างใบหน้ากับแพทย์ เพื่อเลือกเทคโนโลยีและวางแผนการรักษาให้เหมาะกับปัญหาของแต่ละบุคคล

คำแนะนำเบื้องต้นก่อนทำ ได้แก่

  • แจ้งประวัติสุขภาพ โรคประจำตัว ยาที่รับประทานเป็นประจำ รวมถึงประวัติการทำหัตถการบนใบหน้าให้แพทย์ทราบ
  • หลีกเลี่ยงการใช้ผลิตภัณฑ์ที่อาจทำให้ผิวระคายเคือง เช่น กลุ่มผลัดเซลล์ผิว ตามคำแนะนำของแพทย์
  • หากมีแผล การติดเชื้อ หรือการอักเสบบริเวณที่ต้องการทำ ควรแจ้งแพทย์ก่อนเข้ารับบริการ
  • พักผ่อนให้เพียงพอ และดูแลให้ร่างกายได้รับน้ำอย่างเหมาะสมก่อนวันทำ

การดูแลตัวเองหลังทำหัตถการ

หลังทำโปรแกรมยกหน้าที่ไม่ต้องผ่าตัด ผู้รับบริการส่วนใหญ่สามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ อย่างไรก็ตาม ควรดูแลผิวอย่างเหมาะสม เพื่อช่วยลดการระคายเคืองและรักษาสภาพผิวให้แข็งแรง

1. หลีกเลี่ยงแสงแดดและปกป้องผิวจากรังสี UV

หลังทำควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสแสงแดดจัดเป็นเวลาประมาณ 1–2 สัปดาห์ หรือตามคำแนะนำของแพทย์ เนื่องจากผิวอาจมีความไวต่อการระคายเคืองมากขึ้นในช่วงแรก

แนะนำให้ทาครีมกันแดดเป็นประจำทุกวัน โดยเลือกผลิตภัณฑ์ที่มี SPF 50+ และทาซ้ำเมื่อต้องอยู่กลางแจ้งเป็นเวลานาน เพื่อช่วยปกป้องผิวจากรังสี UV

2. หลีกเลี่ยงการนวดหรือกดบริเวณที่ทำ

หลังทำโปรแกรมกลุ่มพลังงาน เช่น โปรแกรม Ultherapy Prime, โปรแกรม SUPER HIFU หรือโปรแกรม Thermage FLX ควรหลีกเลี่ยงการนวดหน้า การกด หรือการถูบริเวณที่ทำแรง ๆ ประมาณ 1–2 สัปดาห์ หรือตามคำแนะนำของแพทย์ เพื่อหลีกเลี่ยงการกระตุ้นผิวมากเกินไปในช่วงที่เนื้อเยื่อกำลังตอบสนองต่อการรักษา

3. ดูแลความชุ่มชื้นของผิว

การดูแลให้ผิวมีความชุ่มชื้นเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ช่วยส่งเสริมสุขภาพผิวหลังทำ โดยสามารถเลือกใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงที่มีส่วนผสม เช่น

  • Hyaluronic Acid (ไฮยาลูโรนิก แอซิด) ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิว
  • Vitamin C ช่วยดูแลผิวและสนับสนุนกระบวนการสร้างคอลลาเจน
  • Peptide ช่วยดูแลคุณภาพผิว

ทั้งนี้ ควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่เหมาะกับสภาพผิว และหลีกเลี่ยงส่วนผสมที่อาจทำให้เกิดการระคายเคืองในช่วงแรก

4. ดื่มน้ำและรับประทานอาหารที่มีประโยชน์

การดูแลสุขภาพจากภายในมีส่วนช่วยให้ผิวมีความสมดุล โดยแนะนำให้

  • ดื่มน้ำให้เพียงพอ ประมาณ 8–10 แก้วต่อวัน ตามความเหมาะสมของร่างกาย
  • รับประทานอาหารที่มีโปรตีน วิตามิน และสารอาหารที่จำเป็นต่อสุขภาพผิว เช่น ปลาแซลมอน ผักใบเขียว และผลไม้ที่มีวิตามินซี

5. หลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่อาจส่งผลต่อคุณภาพผิว

ควรงดหรือหลีกเลี่ยง

  • การสูบบุหรี่
  • เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในช่วงแรกหลังทำ ตามคำแนะนำของแพทย์

เนื่องจากพฤติกรรมเหล่านี้อาจส่งผลต่อกระบวนการฟื้นฟูและสุขภาพผิวโดยรวม

ทำไมควรเลือกทำโปรแกรมยกหน้าที่ไม่ต้องผ่าตัดกับ Rassapoom Clinic?

การเลือกโปรแกรมยกหน้าที่ไม่ต้องผ่าตัด ไม่ได้ขึ้นอยู่กับชื่อเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว เพราะความหย่อนคล้อยของใบหน้าแต่ละคนมีสาเหตุแตกต่างกัน ทั้งจากการเปลี่ยนแปลงของคอลลาเจน ชั้นผิว ไขมันใต้ผิว ชั้น SMAS รวมถึงโครงสร้างใบหน้า

ที่ Rassapoom Clinic ให้ความสำคัญกับการประเมินปัญหาเป็นรายบุคคล เพื่อวางแผนการดูแลที่เหมาะสม โดยพิจารณาจากสภาพผิว โครงสร้างใบหน้า และเป้าหมายของผู้เข้ารับบริการ มากกว่าการเลือกเทคโนโลยีจากตัวเครื่องเพียงอย่างเดียว

วิเคราะห์ปัญหาและโครงสร้างใบหน้าแบบรายบุคคล

ก่อนเลือกโปรแกรมยกหน้า แพทย์จะประเมินปัจจัยต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับความหย่อนคล้อย เช่น

  • ระดับความกระชับของผิว
  • การเปลี่ยนแปลงของชั้นไขมันใต้ผิว
  • ความชัดเจนของกรอบหน้า
  • คุณภาพผิวและความยืดหยุ่นของผิว
  • บริเวณที่ต้องการดูแลเป็นพิเศษ

เพื่อช่วยให้เลือกแนวทางการรักษาที่เหมาะสมกับปัญหาของแต่ละบุคคล

เลือกเทคโนโลยีให้เหมาะกับโครงสร้างใบหน้า

ปัจจุบันโปรแกรมยกหน้าที่ไม่ต้องผ่าตัดมีหลากหลายเทคโนโลยี เช่น Focused Ultrasound และ Monopolar RF ซึ่งแต่ละประเภทมีหลักการทำงานและระดับชั้นผิวที่แตกต่างกัน เช่น

  • เทคโนโลยีกลุ่ม Ultrasound อาจเหมาะกับการดูแลความหย่อนคล้อยที่เกี่ยวข้องกับชั้นผิวลึก เช่น SMAS
  • เทคโนโลยีกลุ่ม RF อาจเหมาะกับการดูแลความกระชับและคุณภาพผิวในชั้นหนังแท้ (Dermis)

แพทย์จะพิจารณาความเหมาะสมของเทคโนโลยีตามปัญหาและโครงสร้างใบหน้าของแต่ละบุคคล เพื่อให้การวางแผนมีความเฉพาะเจาะจงมากขึ้น

แพทย์มีประสบการณ์ในการประเมินและวางแผนการรักษา

การทำโปรแกรมยกหน้าให้เหมาะสม ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเครื่องมือเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยความเข้าใจเกี่ยวกับโครงสร้างใบหน้า การเลือกพลังงาน ตำแหน่งการรักษา และการประเมินผลลัพธ์ที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคล

Rassapoom Clinic ให้ความสำคัญกับการดูแลโดยแพทย์ที่มีประสบการณ์ในการประเมินปัญหาผิวและวางแผนการรักษา เพื่อให้ผู้เข้ารับบริการได้รับคำแนะนำที่เหมาะสมกับสภาพผิวของตนเอง

วางแผนการดูแลแบบผสมผสาน 

ปัญหาความหย่อนคล้อยของใบหน้ามักไม่ได้เกิดจากปัจจัยเดียว การใช้เทคโนโลยีเพียงชนิดเดียวอาจไม่ตอบโจทย์ทุกปัญหาในบางกรณี

แพทย์อาจพิจารณาการวางแผนแบบผสมผสาน (Combination Treatment) เช่น การดูแลทั้งระดับชั้นผิว คุณภาพผิว และองค์ประกอบอื่นของใบหน้า ตามความเหมาะสมของแต่ละบุคคล

แนวทางนี้ช่วยให้การวางแผนการรักษามองปัญหาแบบองค์รวม มากกว่าการเลือกโปรแกรมจากชื่อเครื่องเพียงอย่างเดียว

มาตรฐานการดูแลเดียวกันทุกสาขา

Rassapoom Clinic ให้ความสำคัญกับมาตรฐานการให้บริการ เพื่อให้ผู้เข้ารับบริการได้รับแนวทางการดูแลที่เป็นระบบ โดยคำนึงถึง

  • ขั้นตอนการประเมินก่อนทำ
  • แนวทางการเลือกโปรแกรม
  • มาตรฐานการให้บริการ
  • การติดตามผลหลังรับบริการ

เพื่อให้การดูแลเป็นไปตามแนวทางเดียวกันในทุกสาขา

โปรแกรมยกหน้าที่ไม่ต้องผ่าตัดในปี 2026 มีให้เลือกหลากหลายเทคโนโลยี โดยแต่ละโปรแกรมมีจุดเด่นในการดูแลความหย่อนคล้อยแตกต่างกัน ทั้งด้านความกระชับของผิว คุณภาพผิว และโครงสร้างใบหน้าในแต่ละระดับ

อย่างไรก็ตาม การเลือกโปรแกรมที่เหมาะสม ไม่ควรพิจารณาจากชื่อเทคโนโลยีหรือความนิยมเพียงอย่างเดียว แต่ควรประเมินจากสาเหตุของความหย่อนคล้อย สภาพผิว ชั้นไขมัน ชั้น SMAS และโครงสร้างใบหน้าของแต่ละบุคคล เพื่อวางแผนการดูแลที่ตอบโจทย์มากที่สุด

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโปรแกรมยกหน้าที่ไม่ต้องผ่าตัด

โปรแกรมยกหน้าที่ไม่ต้องผ่าตัดคืออะไร?

โปรแกรมยกหน้าที่ไม่ต้องผ่าตัด (Non-Surgical Face Lift) คือการใช้เทคโนโลยีพลังงาน เช่น Focused Ultrasound หรือ Monopolar RF เพื่อช่วยดูแลความกระชับของผิว โดยไม่ต้องผ่าตัดหรือพักฟื้นเหมือนการผ่าตัด การเลือกเทคโนโลยีที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับปัญหาผิว ระดับความหย่อนคล้อย และการประเมินของแพทย์

โปรแกรม SUPER HIFU และโปรแกรม Ultherapy Prime เป็นเทคโนโลยี Ultrasound ที่ใช้พลังงานคลื่นเสียงความถี่สูงเพื่อดูแลความกระชับของผิว แต่มีความแตกต่างกันด้านเทคโนโลยี ระบบพลังงาน และรูปแบบการวางแผนการดูแล

  • โปรแกรม SUPER HIFU ใช้เทคโนโลยี High-Intensity Focused Ultrasound (HIFU) ที่สามารถเลือกหัวทิปและระดับความลึกให้เหมาะกับบริเวณที่ต้องการดูแล
  • โปรแกรม Ultherapy Prime ใช้เทคโนโลยี Microfocused Ultrasound with Visualization (MFU-V) ซึ่งมีระบบ Visualization ช่วยให้แพทย์มองเห็นชั้นผิวแบบ Real-time ก่อนส่งพลังงาน

ความรู้สึกระหว่างทำขึ้นอยู่กับเทคโนโลยี ระดับพลังงาน และความไวต่อความรู้สึกของแต่ละบุคคล โดยบางรายอาจรู้สึกอุ่น ตึง หรือมีความรู้สึกคล้ายพลังงานส่งลงใต้ผิว แพทย์จะปรับระดับพลังงานให้เหมาะสมกับแต่ละบุคคล

จำนวนครั้งที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับเทคโนโลยี ปัญหาผิว และเป้าหมายในการดูแล โดยบางโปรแกรมอาจเหมาะกับการทำเป็นครั้งคราว ขณะที่บางรายอาจมีการวางแผนติดตามผลหรือทำซ้ำตามคำแนะนำของแพทย์

ควรเลือกจากปัญหาผิวและโครงสร้างใบหน้าเป็นหลัก เพราะแต่ละเทคโนโลยีมีจุดเด่นและระดับการทำงานที่แตกต่างกัน แพทย์จะประเมินปัจจัยต่าง ๆ เช่น ความหย่อนคล้อย คุณภาพผิว และบริเวณที่ต้องการดูแล เพื่อเลือกแนวทางที่เหมาะสม

สามารถทำร่วมกับหัตถการอื่นได้ในบางกรณี แต่ควรมีการวางแผนลำดับการทำและระยะเวลาที่เหมาะสม โดยแพทย์จะประเมินจากปัญหา โครงสร้างใบหน้า และหัตถการที่เคยทำมาก่อน

โดยทั่วไปโปรแกรมยกหน้าที่ไม่ต้องผ่าตัดไม่จำเป็นต้องพักฟื้นเหมือนการผ่าตัด ผู้รับบริการส่วนใหญ่สามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ แต่อาจมีอาการชั่วคราว เช่น ผิวแดง รู้สึกตึง หรือบวมเล็กน้อยในบางตำแหน่ง

สามารถดูแลผิวตามปกติได้ โดยแนะนำให้เลือกผลิตภัณฑ์ที่ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นและเหมาะกับสภาพผิว เช่น ผลิตภัณฑ์ที่มี Hyaluronic Acid หรือสารบำรุงผิวอื่น ๆ ทั้งนี้ควรหลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ที่อาจก่อให้เกิดการระคายเคืองในช่วงแรกตามคำแนะนำของแพทย์

สามารถรับประทานอาหารได้ตามปกติ โดยควรเน้นอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพผิว เช่น อาหารที่มีโปรตีน วิตามินซี และสารอาหารที่ช่วยดูแลร่างกาย เช่น ปลา ไข่ ผักใบเขียว และผลไม้ต่าง ๆ รวมถึงดื่มน้ำให้เพียงพอ

Dr. Thadanat Sungtrakanakul Rassapoom clinic 01

ตรวจสอบความถูกต้องโดย

หมอพลอย
พญ.ธดาณัฐ ซึงตระกาณกูล
แพทย์ผู้ชำนาญการ ( ว.69902 )

นัดหมายเพื่อรับคำปรึกษา

ทักแชตปรึกษาทางไลน์ หรือฝากข้อมูลติดต่อไว้ เพื่อให้แพทย์ประเมินปัญหาและออกแบบโปรแกรมการดูแลเฉพาะบุคคล
ลงทะเบียนรับสิทธิพิเศษ
Register to receive exclusive privileges Form