






เมื่อศาสตร์ด้านความงามก้าวเข้าสู่ยุคที่การออกแบบหัตถการไม่ได้มองเพียงผลลัพธ์ภายนอก แต่ให้ความสำคัญกับโครงสร้างและกายวิภาคของใบหน้ามากขึ้น เวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ระดับวิชาชีพจึงมีบทบาทสำคัญในการเชื่อมโยงความรู้ เทคโนโลยี และประสบการณ์จากการทำงานจริงเข้าด้วยกัน โดย ASLS Bangkok 2026 ถ่ายทอด Facial Anatomy ผ่านมุมมองและองค์ความรู้จากแพทย์ผู้ชำนาญการในวงการเวชศาสตร์ความงาม
The 3rd ASLS Bangkok 2026 Symposium เป็นอีกหนึ่งเวทีสำคัญของวงการเวชศาสตร์ความงาม จัดขึ้นระหว่างวันที่ 2–3 กันยายน 2569 ณ Avani+ Riverside Bangkok Hotel กรุงเทพฯ ภายใต้ธีม “Bigger, Bolder, and More Groundbreaking Than Ever!” โดย The Aesthetic Surgery & Laser Society (ASLS)
ในโอกาสนี้ นพ.รัสมิ์ภูมิ สุเมธีวิทย์ (ว.19863) หรือ หมอหนุ่ม แพทย์ผิวหนังและผู้ก่อตั้ง Rassapoom Clinic ได้รับเชิญร่วมเป็น Speaker เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านกายวิภาคใบหน้า (Facial Anatomy) ชั้นไขมันบนใบหน้า (Fat Compartments) รวมถึงแนวทางการยกกระชับด้วยโปรแกรมไหมร้อย โดยนำประสบการณ์จากการทำงานจริงมาเชื่อมโยงกับความเข้าใจด้านโครงสร้างเนื้อเยื่อและการออกแบบเทคนิคในทางคลินิก

The 3rd ASLS Bangkok 2026 Symposium สะท้อนทิศทางของวงการเวชศาสตร์ความงามที่ให้ความสำคัญกับการแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ระหว่างแพทย์ผู้ชำนาญการ โดยเฉพาะองค์ความรู้ที่เกี่ยวข้องกับเทคนิค เทคโนโลยี และความเข้าใจโครงสร้างทางกายวิภาค
ภายใต้ธีม “Bigger, Bolder, and More Groundbreaking Than Ever!” เวทีนี้เปิดพื้นที่ให้แพทย์ได้ถ่ายทอดมุมมองจากประสบการณ์จริง พร้อมเชื่อมโยงองค์ความรู้เข้ากับการทำงานในบริบททางคลินิก
การที่ นพ.รัสมิ์ภูมิ ได้รับเชิญร่วมเป็น Speaker ในครั้งนี้ จึงเป็นอีกหนึ่งโอกาสในการนำความรู้และประสบการณ์ด้านกายวิภาคใบหน้า รวมถึงการออกแบบเทคนิคการยกกระชับ มาร่วมแลกเปลี่ยนบนเวทีวิชาชีพ
หัวใจสำคัญของการนำเสนออยู่ที่การทำความเข้าใจใบหน้าในมิติของกายวิภาคและชั้นไขมันบนใบหน้า (Facial Anatomy & Fat Compartments) ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของการวิเคราะห์และออกแบบแนวทางการดูแลใบหน้า
ใบหน้าประกอบด้วยโครงสร้างหลายชั้นที่ทำงานสัมพันธ์กัน ตั้งแต่ผิวหนัง ชั้นไขมันตื้นใต้ผิวหนัง (Superficial Fat Compartments) ไปจนถึงเส้นยึดเอ็นร่วมกับพังผืด (Ligaments & Septums) ซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องกับการพยุงและการจัดวางของเนื้อเยื่อ
ในการนำเสนอมีการกล่าวถึงโครงสร้างในบริเวณสำคัญ เช่น หน้าผาก รอบดวงตา แก้ม และแนวกรอบหน้า เพื่อให้เห็นว่าการเปลี่ยนแปลงของรูปหน้าไม่ได้เกิดจากโครงสร้างเพียงส่วนเดียว แต่เป็นผลจากความสัมพันธ์ของเนื้อเยื่อในหลายระดับ
การมองใบหน้าในลักษณะนี้ช่วยให้การวิเคราะห์มีรายละเอียดมากขึ้น จากเดิมที่อาจมองเพียงว่าบริเวณใดมีความหย่อนคล้อย ไปสู่การทำความเข้าใจว่าโครงสร้างใดเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลง และแต่ละส่วนมีความสัมพันธ์กันอย่างไร
เมื่อโครงสร้างใบหน้าของแต่ละบุคคลมีความแตกต่างกัน การออกแบบแนวทางการดูแลจึงต้องพิจารณาเป็นรายบุคคล ทั้งตำแหน่งของไขมัน ลักษณะของเนื้อเยื่อ แนวกรอบหน้า และความสัมพันธ์ของโครงสร้างแต่ละชั้น
ความรู้ด้านกายวิภาคจึงไม่ได้มีความสำคัญเฉพาะในเชิงทฤษฎี แต่ยังสามารถนำมาใช้เป็นพื้นฐานในการวิเคราะห์และวางแนวทางการดูแลให้สอดคล้องกับลักษณะของแต่ละบุคคล โดยเชื่อมโยงเข้ากับประสบการณ์จากการทำงานทางคลินิก
อีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่ นพ.รัสมิ์ภูมิ นำเสนอ คือแนวทางการยกกระชับด้วยไหมร้อย ซึ่งเชื่อมโยงโดยตรงกับความเข้าใจในชั้นเนื้อเยื่อและโครงสร้างของใบหน้า
การมองไหมร้อยจึงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการใช้วัสดุเพื่อสร้างแรงพยุง แต่ยังให้ความสำคัญกับการออกแบบแนวทางการวางไหมให้สัมพันธ์กับโครงสร้างและทิศทางของเนื้อเยื่อ โดยมีการจัดตำแหน่งเนื้อเยื่อ (Repositioning) การจัดการปริมาตร (Volumizing) และการฟื้นฟูคุณภาพผิว (Rejuvenation) เป็นองค์ประกอบในการพิจารณา
หนึ่งในหัวข้อที่ถูกนำเสนอคือ Croquis® Repositioning Line ซึ่งใช้ PDO (Polydioxanone) เป็นวัสดุหลัก โดยมีการพูดถึงโครงสร้างไหม 2 รูปแบบ ได้แก่ แบบตัดแต่ง (Cutting) และแบบขึ้นรูป (Molding)
ความแตกต่างของโครงสร้างเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า การพิจารณาไหมร้อยไม่ได้มีเพียงเรื่องของวัสดุ แต่ยังรวมถึงรูปแบบและการออกแบบโครงสร้างให้เหมาะสมกับวัตถุประสงค์ในการใช้งาน
เมื่อเชื่อมโยงกับกายวิภาคใบหน้า การเลือกและออกแบบแนวทางการวางไหมจึงต้องพิจารณาร่วมกับชั้นเนื้อเยื่อและโครงสร้างของบริเวณที่ต้องการดูแล
การจัดตำแหน่งเนื้อเยื่อ (Repositioning) ให้ความสำคัญกับตำแหน่งและทิศทางของเนื้อเยื่อ โดยไม่ได้มองการยกกระชับเป็นเพียงการดึงผิว แต่พิจารณาความสัมพันธ์ของโครงสร้างใบหน้าโดยรวม
มุมมองนี้ทำให้กายวิภาคใบหน้า (Facial Anatomy) กลายเป็นส่วนสำคัญของการออกแบบเทคนิค เพราะแต่ละบริเวณมีลักษณะทางกายวิภาคและความสัมพันธ์ของเนื้อเยื่อแตกต่างกัน การเลือกแนวทางจึงควรสอดคล้องกับโครงสร้างของแต่ละบุคคล

นอกจากองค์ความรู้ด้านกายวิภาคและเทคนิคการยกกระชับแล้ว ยังมีข้อมูลการทดสอบความคงตัวของโครงสร้างไหม เพื่อประกอบการอธิบายคุณสมบัติของโครงสร้างแบบตัดแต่ง (Cutting) และแบบขึ้นรูป (Molding)
ข้อมูลดังกล่าวระบุว่ามีการทดสอบภายใต้อุณหภูมิ 50°C เป็นระยะเวลา 15 วัน และนำผลมาเปรียบเทียบความแข็งแรงของโครงสร้างไหมแต่ละรูปแบบ
โครงสร้างแบบตัดแต่ง (Cutting) สามารถรักษาความแข็งแรงของไหมไว้ได้ 100% ส่วนโครงสร้างแบบขึ้นรูป (Molding) สามารถรักษาความแข็งแรงไว้ได้ 88% ภายใต้เงื่อนไขการทดสอบเดียวกัน
ตัวเลขดังกล่าวเป็นผลการทดสอบภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด จึงควรใช้เพื่อประกอบการอธิบายคุณสมบัติของวัสดุและโครงสร้างไหม ไม่ควรนำไปตีความโดยตรงว่าเป็นระยะเวลาที่ไหมจะคงอยู่ในร่างกาย เพราะสภาพแวดล้อมในการทดสอบแตกต่างจากกระบวนการทางชีวภาพภายในร่างกาย
ข้อมูลนี้ช่วยให้เห็นอีกมิติของการออกแบบเทคนิคยกกระชับ โดยการพิจารณาโครงสร้างไหมไม่ได้อาศัยเพียงความรู้ด้านกายวิภาคและประสบการณ์ทางคลินิก แต่ยังมีข้อมูลด้านคุณสมบัติของวัสดุเข้ามาประกอบด้วย
สิ่งที่สะท้อนจากการนำเสนอของ นพ.รัสมิ์ภูมิ คือการเชื่อมโยงองค์ความรู้ด้านกายวิภาค (Anatomy) เข้ากับประสบการณ์จากการทำงานทางคลินิก (Clinical Experience) อย่างเป็นระบบ
เพราะในบริบทของการดูแลใบหน้า ความรู้ด้านกายวิภาคศาสตร์ช่วยให้เข้าใจโครงสร้าง ขณะที่ประสบการณ์ทางคลินิกช่วยนำความรู้นั้นมาพิจารณาร่วมกับความแตกต่างของแต่ละบุคคล ตั้งแต่รูปหน้า ชั้นเนื้อเยื่อ ตำแหน่งของไขมัน ไปจนถึงระดับการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้าง
การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้บนเวทีระดับวิชาชีพจึงไม่ได้หมายถึงการถ่ายทอดเทคนิคเพียงรูปแบบเดียว แต่ยังเป็นพื้นที่สำหรับนำประสบการณ์จากการทำงานจริงมาสื่อสารในเชิงวิชาการ และเปิดโอกาสให้เกิดการแลกเปลี่ยนมุมมองระหว่างแพทย์ผู้ชำนาญการ
การได้รับเชิญร่วมเป็น Speaker ใน The 3rd ASLS Bangkok 2026 Symposium นับเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญที่สะท้อนบทบาทของ นพ.รัสมิ์ภูมิ และ Rassapoom Clinic ในการมีส่วนร่วมกับการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ในแวดวงเวชศาสตร์ความงาม
สิ่งสำคัญไม่ได้อยู่เพียงการนำเสนอเทคนิคหรือประสบการณ์จากการทำงาน แต่ยังรวมถึงการนำความรู้ด้านกายวิภาคใบหน้ามาเชื่อมโยงกับประสบการณ์ทางคลินิก และถ่ายทอดออกมาเป็นองค์ความรู้ที่สามารถนำไปแลกเปลี่ยนต่อในระดับวิชาชีพ
สำหรับ Rassapoom Clinic การพัฒนาองค์ความรู้จึงเป็นกระบวนการที่ต่อเนื่อง ตั้งแต่การเรียนรู้โครงสร้างทางกายวิภาค การติดตามนวัตกรรมและเทคนิคใหม่ ๆ ไปจนถึงการแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายบริบท
จากเวทีวิชาการสู่การทำงานจริง องค์ประกอบทั้งองค์ความรู้ กายวิภาค และประสบการณ์ทางคลินิก ยังคงเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนการเรียนรู้ และสะท้อนทิศทางของ Rassapoom Clinic ที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาองค์ความรู้ควบคู่ไปกับการยกระดับมาตรฐานวิชาชีพอย่างต่อเนื่อง