






หลายคนที่มีปัญหาไขมันสะสมเฉพาะจุดร่วมกับผิวหย่อนคล้อย อาจมองหาแนวทางที่ช่วยดูแลทั้งสัดส่วนและความกระชับของผิวในขั้นตอนเดียว โปรแกรม BodyTite จึงเป็นอีกหนึ่งเทคโนโลยีที่ได้รับความสนใจ เพราะเป็นการดูดไขมันที่ผสานพลังงานคลื่นวิทยุความถี่สูง (Radiofrequency) เพื่อช่วยจัดการไขมันส่วนเกิน พร้อมดูแลชั้นผิวบริเวณที่เข้ารับบริการ โดยแพทย์จะประเมินโครงสร้างร่างกาย ปริมาณไขมัน และสภาพผิว เพื่อวางแผนแนวทางให้เหมาะสมกับแต่ละบุคคล
โปรแกรม BodyTite คือเทคโนโลยีดูดไขมันที่อยู่ในกลุ่ม Radio-Frequency Assisted Liposuction (RFAL) ซึ่งเป็นการนำพลังงานคลื่นวิทยุความถี่สูง (Radiofrequency) มาประยุกต์ใช้ร่วมกับกระบวนการดูแลไขมันเฉพาะจุด โดยมีแนวคิดในการจัดการไขมันส่วนเกิน พร้อมดูแลชั้นผิวบริเวณที่เข้ารับบริการ
จุดเด่น คือการใช้พลังงาน Radiofrequency ผ่านหัวอุปกรณ์ที่ออกแบบมาเพื่อส่งผ่านพลังงานในชั้นเนื้อเยื่อ ทำให้แพทย์สามารถวางแผนการดูแลบริเวณที่มีไขมันสะสมและประเมินความเหมาะสมของแนวทางการรักษาร่วมกับสภาพผิวของแต่ละบุคคล
เมื่อเปรียบเทียบกับการดูดไขมันแบบทั่วไปที่เน้นการนำไขมันส่วนเกินออกเป็นหลัก โปรแกรมนี้ ให้ความสำคัญกับการประเมินทั้งปริมาณไขมันและคุณภาพของผิวร่วมกัน เนื่องจากหลังการดูแลไขมันในแต่ละบริเวณ สภาพความยืดหยุ่นของผิวถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่แพทย์ต้องนำมาพิจารณาในการวางแผน
ก่อนเข้ารับบริการ แพทย์จะประเมินองค์ประกอบหลายด้าน เช่น
เพื่อออกแบบแนวทางการดูแลที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคล
โปรแกรมดูดไขมันนี้เป็นเทคโนโลยีที่ผสาน การปรับรูปร่างเฉพาะจุด (Body Contouring) การดูดไขมัน (Liposuction) และพลังงาน Radio-Frequency Assisted Liposuction (RFAL) เพื่อช่วยกำจัดไขมันพร้อมดูแลความกระชับของผิวในบริเวณเดียวกัน จึงมักนำมาประยุกต์ใช้ในบริเวณที่ต้องการทั้งการลดไขมันและการดูแลคุณภาพผิว เช่น โปรแกรมดูดไขมันต้นแขน หน้าท้อง ต้นขา เอว และใต้คาง
การทำงานของโปรแกรมอาศัยการส่งผ่านพลังงานคลื่นวิทยุความถี่สูงร่วมกับกระบวนการดูดไขมันเฉพาะจุด โดยแพทย์จะประเมินโครงสร้างร่างกาย ปริมาณไขมัน และสภาพผิวของแต่ละบุคคล เพื่อวางแผนการรักษาและเลือกตำแหน่งที่เหมาะสม
โปรแกรมนี้ จัดอยู่ในกลุ่มเทคโนโลยี Body Contouring ที่มุ่งเน้นการปรับสัดส่วนของร่างกาย โดยกำจัดไขมันสะสมเฉพาะบริเวณ มากกว่าการลดน้ำหนักทั้งตัว จึงเหมาะสำหรับผู้ที่มีไขมันดื้อซึ่งไม่ตอบสนองต่อการควบคุมอาหารและการออกกำลังกายเพียงอย่างเดียว
หนึ่งในบริเวณที่ได้รับความนิยมคือโปรแกรมดูดไขมันต้นแขน ซึ่งแพทย์จะประเมินสัดส่วนและปริมาณไขมัน เพื่อวางแผนการดูแลให้เหมาะกับแต่ละบุคคล
หัวใจสำคัญของโปรแกรม คือเทคโนโลยี Radio-Frequency Assisted Liposuction (RFAL) ซึ่งทำงานผ่านการส่งผ่านพลังงาน Radiofrequency ระหว่างหัวอิเล็กโทรด 2 ส่วน ได้แก่
ลักษณะการทำงานแบบ Bipolar นี้ช่วยให้แพทย์สามารถควบคุมการส่งผ่านพลังงานและติดตามอุณหภูมิของเนื้อเยื่อระหว่างการรักษาได้อย่างเหมาะสม
พลังงานความร้อนจาก RFAL มีบทบาทต่อการหดตัวของเนื้อเยื่อ (Tissue Contraction) และสนับสนุนกระบวนการสร้างคอลลาเจนตามธรรมชาติ (Collagen Remodeling) จึงช่วยดูแลความกระชับของผิวควบคู่กับการกำจัดไขมัน ทั้งนี้ผลลัพธ์อาจแตกต่างกันในแต่ละบุคคล
อีกหนึ่งจุดเด่นของโปรแกรม คือระบบที่ช่วยติดตามและควบคุมอุณหภูมิระหว่างการส่งผ่านพลังงาน Radiofrequency ทำให้แพทย์สามารถประเมินการกระจายพลังงานและปรับระดับพลังงานให้เหมาะสมกับตำแหน่งที่รักษา รวมถึงความหนาของชั้นไขมันและลักษณะเนื้อเยื่อของแต่ละบุคคล
อย่างไรก็ตาม การเลือกใช้พลังงานและการวางแผนการรักษาไม่ได้ขึ้นอยู่กับตัวเครื่องเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยการประเมินของแพทย์ เพื่อกำหนดตำแหน่ง แนวทาง และระดับพลังงานให้เหมาะสมกับแต่ละบริเวณ
เมื่อไขมันได้รับผลจากพลังงาน RFAL แล้ว แพทย์จะกำจัดไขมันออกจากบริเวณที่รักษาด้วยเทคนิคดูดไขมัน เพื่อช่วยปรับสัดส่วนของร่างกายตามแผนการรักษา เช่น หน้าท้อง เอว ต้นขา หรือ โปรแกรมดูดไขมันต้นแขน โดยปริมาณไขมันที่นำออกและเทคนิคที่ใช้ขึ้นอยู่กับการประเมินของแพทย์
นอกจากการดูแลไขมันแล้ว โปรแกรมนี้ยังมีบทบาทในการช่วยดูแลความกระชับของผิวหลังการกำจัดไขมัน จึงอาจเหมาะสำหรับผู้ที่มีผิวเริ่มสูญเสียความยืดหยุ่นในระดับเล็กน้อยถึงปานกลาง เช่น ผู้ที่ต้องการ โปรแกรมดูดไขมันต้นแขน แต่กังวลเรื่องผิวหย่อนคล้อยหลังทำการรักษา ทั้งนี้การตอบสนองของผิวขึ้นอยู่กับคุณภาพผิว การสร้างคอลลาเจน และปัจจัยเฉพาะของแต่ละบุคคล
การพิจารณาเลือกโปรแกรม ไม่ได้อาศัยเพียงตำแหน่งของไขมันสะสมเท่านั้น แต่แพทย์จะประเมินร่วมกับโครงสร้างร่างกาย ความยืดหยุ่นของผิว และลักษณะปัญหาในแต่ละบริเวณ เพื่อพิจารณาว่าเทคโนโลยี RFAL มีความเหมาะสมกับเป้าหมายการดูแลหรือไม่
โดยโปรแกรมนี้ อาจเป็นหนึ่งในแนวทางที่แพทย์พิจารณาสำหรับผู้ที่มีลักษณะปัญหาต่อไปนี้
ผู้ที่มีไขมันสะสมในบางบริเวณของร่างกาย แม้ว่าน้ำหนักตัวโดยรวมจะอยู่ในเกณฑ์ปกติ แพทย์จะประเมินตำแหน่ง ความหนาของชั้นไขมัน และสัดส่วนของร่างกายก่อนเลือกแนวทางการดูแลที่เหมาะสม
ในบางกรณี ปัญหาสัดส่วนอาจเกิดจากการกระจายตัวของไขมันเฉพาะตำแหน่ง เช่น ต้นแขน หน้าท้อง ต้นขา เอว หรือบริเวณอื่น ๆ ซึ่งแพทย์จะประเมินร่วมกับโครงสร้างร่างกาย เพื่อวางแผนการดูแลให้สอดคล้องกับลักษณะเฉพาะของแต่ละบุคคล
เมื่อมีไขมันสะสมเป็นเวลานาน หรือเกิดการเปลี่ยนแปลงของน้ำหนักตัว ผิวในบางบริเวณอาจมีความยืดหยุ่นลดลงร่วมด้วย แพทย์จึงจำเป็นต้องประเมินทั้งปริมาณไขมันและคุณภาพของผิว เพื่อพิจารณาว่าโปรแกรม BodyTite เป็นทางเลือกที่เหมาะสมหรือไม่
อย่างไรก็ตาม ลักษณะปัญหาของแต่ละบุคคลอาจแตกต่างกัน แม้ว่าจะมีไขมันสะสมในตำแหน่งเดียวกันก็ตาม ดังนั้น ก่อนเข้ารับบริการ แพทย์จะตรวจประเมินสาเหตุของปัญหาอย่างละเอียด เพื่อแยกว่าปัจจัยหลักเกิดจากไขมัน ความหย่อนคล้อยของผิว หรือองค์ประกอบอื่น ๆ และเลือกแนวทางการดูแลที่เหมาะสมกับแต่ละราย
สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการดูแลไขมันสะสมเฉพาะจุดได้หลายบริเวณของร่างกาย โดยแพทย์จะเลือกตำแหน่งที่เหมาะสมจากการประเมินลักษณะของไขมัน สภาพผิว และสัดส่วนของแต่ละบุคคล เนื่องจากแต่ละบริเวณมีโครงสร้างของเนื้อเยื่อ ความหนาของชั้นไขมัน และระดับความยืดหยุ่นของผิวแตกต่างกัน จึงจำเป็นต้องวางแผนการดูแลให้สอดคล้องกับปัญหาในแต่ละตำแหน่ง
| บริเวณที่ดูแล | ลักษณะปัญหาที่แพทย์ใช้ประกอบการประเมิน |
| ต้นแขน | ผู้ที่มีไขมันสะสมบริเวณต้นแขน จนทำให้แขนดูมีขนาดใหญ่หรือสัดส่วนไม่สมดุล ในบางรายอาจพบความยืดหยุ่นของผิวที่เปลี่ยนแปลงร่วมด้วย แพทย์จะประเมินตำแหน่งและความหนาของชั้นไขมัน คุณภาพของผิว รวมถึงรูปทรงและสัดส่วนของต้นแขน เพื่อวางแผนการดูแลให้เหมาะสมกับแต่ละบุคคล |
| ต้นขา | ผู้ที่มีไขมันสะสมบริเวณต้นขาด้านใน ต้นขาด้านนอก หรือรอบต้นขา ซึ่งอาจทำให้สัดส่วนของช่วงขาดูไม่สมดุล หรือเกิดการเสียดสีระหว่างต้นขาในชีวิตประจำวันบางกรณี แพทย์จะประเมินการกระจายตัวของไขมัน ความยืดหยุ่นของผิว และโครงสร้างของช่วงสะโพกกับต้นขา เพื่อเลือกแนวทางการดูแลให้สอดคล้องกับสรีระและเป้าหมายของแต่ละราย |
| หน้าท้อง | ผู้ที่มีไขมันสะสมบริเวณหน้าท้องส่วนบน หน้าท้องส่วนล่าง หรือรอบสะดือ ซึ่งอาจทำให้รูปร่างโดยรวมดูไม่เป็นสัดส่วน แพทย์จะประเมินปริมาณและการกระจายตัวของไขมัน ความหนาของชั้นไขมัน ความยืดหยุ่นของผิว รวมถึงลักษณะของผนังหน้าท้อง เพื่อออกแบบแนวทางการดูแลให้เหมาะกับโครงสร้างร่างกายและเป้าหมายของแต่ละบุคคล |
| เอวและลำตัว | ผู้ที่มีไขมันสะสมบริเวณเอว สีข้าง หรือรอบลำตัว ซึ่งอาจทำให้เส้นสัดส่วนของช่วงเอวไม่ชัดเจน หรือสวมใส่เสื้อผ้าแล้วเกิดส่วนเกินบริเวณลำตัว แพทย์จะประเมินการกระจายตัวของไขมันร่วมกับสัดส่วนของร่างกายและความยืดหยุ่นของผิว เพื่อออกแบบแนวทางการดูแลที่เหมาะสมกับแต่ละราย |
| แผ่นหลัง | ผู้ที่มีไขมันสะสมบริเวณแผ่นหลังหรือใต้แนวสายเสื้อชั้นใน ซึ่งอาจทำให้เกิดรอยนูนหรือรอยพับเมื่อสวมใส่เสื้อผ้าบางประเภท แพทย์จะประเมินตำแหน่งและปริมาณของไขมันร่วมกับความยืดหยุ่นของผิว เพื่อกำหนดแนวทางการดูแลให้เหมาะสมกับลักษณะปัญหาของแต่ละบุคคล |
| ใต้คาง | ผู้ที่มีไขมันสะสมบริเวณใต้คางจนทำให้กรอบหน้าและสัดส่วนของใบหน้าดูไม่ชัดเจน แพทย์จะประเมินร่วมกับโครงสร้างของใบหน้า ความยืดหยุ่นของผิว และสาเหตุของปัญหา เนื่องจากในบางกรณีอาจไม่ได้เกิดจากไขมันเพียงอย่างเดียว แต่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างของกระดูก กล้ามเนื้อ หรือผิวที่หย่อนคล้อยร่วมด้วย |
แม้ว่าจะเป็นเทคโนโลยีเดียวกัน แต่การวางแผนดูแลด้วยโปรแกรม BodyTite ในแต่ละบริเวณมีรายละเอียดแตกต่างกัน ทั้งในด้านโครงสร้างร่างกาย ปริมาณไขมัน และความยืดหยุ่นของผิว หากต้องการศึกษาข้อมูลเชิงลึกของแต่ละตำแหน่ง สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ โปรแกรมดูดไขมันต้นแขน, โปรแกรมดูดไขมันต้นขา และโปรแกรมดูดไขมันหน้าท้อง ได้จากบทความแยกของแต่ละบริการ
Cannula หรือท่อดูดไขมัน เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในกระบวนการดูดไขมัน โดยมีลักษณะเป็นท่อโลหะขนาดเล็กที่ออกแบบให้มีรูปทรง ความยาว และช่องเปิดหลายรูปแบบ เพื่อให้เหมาะกับตำแหน่งของร่างกายและลักษณะของชั้นไขมันในแต่ละบริเวณ
แม้จะเป็นอุปกรณ์ชิ้นเดียวกัน แต่ Cannula ไม่ได้มีรูปแบบมาตรฐานที่ใช้ได้กับทุกตำแหน่ง เนื่องจากแต่ละบริเวณของร่างกายมีความแตกต่างกันทั้งด้านโครงสร้าง ความหนาของชั้นไขมัน พื้นที่ในการทำงาน และความยืดหยุ่นของผิว ดังนั้น แพทย์จึงเป็นผู้พิจารณาเลือกชนิดของ Cannula ให้สอดคล้องกับแผนการรักษาและลักษณะเฉพาะของแต่ละบุคคล
ในการดูแลด้วยโปรแกรม BodyTite การเลือก Cannula ถือเป็นองค์ประกอบหนึ่งที่ใช้ร่วมกับการวางแผนตำแหน่งการส่งผ่านพลังงาน RFAL โดยแพทย์จะประเมินข้อมูลทางกายวิภาค (Anatomy) ของแต่ละบริเวณ เพื่อเลือกอุปกรณ์และเทคนิคที่เหมาะสมกับการดูแลในแต่ละราย
การเลือก Cannula ไม่ได้พิจารณาจากตำแหน่งของไขมันเพียงอย่างเดียว แต่ยังคำนึงถึงพื้นที่ในการทำงาน ความหนาของชั้นไขมัน ความยืดหยุ่นของผิว และโครงสร้างของเนื้อเยื่อในแต่ละบริเวณ เพื่อช่วยให้แพทย์สามารถวางแผนการดูแลได้อย่างเหมาะสม
| บริเวณที่ดูแล | ปัจจัยที่แพทย์ใช้ประกอบการเลือก Cannula |
| ต้นแขน | บริเวณต้นแขนมีพื้นที่ค่อนข้างจำกัดและมีความโค้งของสรีระ แพทย์จะพิจารณาลักษณะของไขมัน ความยืดหยุ่นของผิว และพื้นที่ในการทำงาน เพื่อเลือก Cannula ที่เหมาะกับการดูแลบริเวณนี้ |
| ต้นขา | การประเมินจะเน้นปริมาณและการกระจายตัวของไขมัน รวมถึงความแตกต่างระหว่างต้นขาด้านในและด้านนอก เพื่อเลือกแนวทางการดูแลให้สอดคล้องกับโครงสร้างของต้นขาแต่ละด้าน |
| หน้าท้อง | แพทย์จะประเมินความหนาของชั้นไขมัน การกระจายตัวของไขมัน และลักษณะของผนังหน้าท้อง เพื่อเลือก Cannula และวางแผนเทคนิคการดูแลให้เหมาะกับแต่ละบุคคล |
| ใต้คาง | เป็นบริเวณที่มีพื้นที่ขนาดเล็กและมีโครงสร้างสำคัญหลายส่วน การเลือก Cannula จึงต้องคำนึงถึงความละเอียดในการทำงาน รวมถึงการประเมินโครงสร้างใบหน้าและลักษณะของไขมันร่วมด้วย |
หมายเหตุ: ชนิด ขนาด และรูปแบบของ Cannula ไม่มีมาตรฐานที่เหมาะกับทุกคน การเลือกใช้อุปกรณ์ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์ ลักษณะทางกายวิภาคของผู้เข้ารับบริการ และแผนการดูแลในแต่ละกรณี
ก่อนเข้ารับบริการโปรแกรม BodyTite แพทย์จะประเมินลักษณะของไขมัน สภาพผิว และโครงสร้างร่างกายของแต่ละบุคคล เพื่อวางแผนการดูแลให้เหมาะกับบริเวณที่ต้องการดูแล เนื่องจากแต่ละตำแหน่งมีลักษณะของชั้นไขมันและความยืดหยุ่นของผิวแตกต่างกัน ขั้นตอนการดูแลจึงอาจแตกต่างกันไปตามการประเมินของแพทย์
การดูแลเริ่มต้นจากการซักประวัติและตรวจประเมินอย่างละเอียด เพื่อทำความเข้าใจสาเหตุของปัญหาและกำหนดแนวทางการดูแลที่เหมาะสม โดยแพทย์จะพิจารณาปัจจัยหลายด้านร่วมกัน เช่น
ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้แพทย์สามารถวางแผนการดูแล รวมถึงเลือกเทคนิคและอุปกรณ์ให้สอดคล้องกับแต่ละบุคคล
เมื่อวางแผนการดูแลเรียบร้อยแล้ว แพทย์จะแนะนำการเตรียมตัวก่อนเข้ารับบริการตามความเหมาะสมของแต่ละราย ซึ่งอาจแตกต่างกันตามตำแหน่งที่ดูแลและประวัติสุขภาพของผู้เข้ารับบริการ เช่น
การเตรียมตัวที่เหมาะสมช่วยให้แพทย์สามารถวางแผนการดูแลได้อย่างครบถ้วนมากยิ่งขึ้น
ในวันเข้ารับบริการ แพทย์จะดำเนินการตามแผนที่ได้ประเมินไว้ โดยเลือกเทคนิคและอุปกรณ์ให้เหมาะกับบริเวณที่ดูแล รวมถึงติดตามการทำงานของพลังงานและอุณหภูมิระหว่างการดูแลตามระบบของเทคโนโลยี เพื่อให้การทำงานสอดคล้องกับแผนที่วางไว้
รายละเอียดของขั้นตอนอาจแตกต่างกันในแต่ละบุคคล ขึ้นอยู่กับตำแหน่งของไขมัน ปริมาณไขมัน และลักษณะของผิวที่แพทย์ประเมิน
หลังเข้ารับบริการ แพทย์จะให้คำแนะนำเกี่ยวกับการดูแลตนเอง การสังเกตอาการ และการปฏิบัติตัวในช่วงพักฟื้นตามความเหมาะสมของแต่ละราย พร้อมนัดหมายเพื่อติดตามผลการดูแลเป็นระยะ
การติดตามผลช่วยให้แพทย์สามารถประเมินการฟื้นตัวของร่างกาย ตอบข้อสงสัยที่อาจเกิดขึ้น และให้คำแนะนำเพิ่มเติมหากจำเป็น เพื่อให้การดูแลเป็นไปตามแผนที่กำหนดไว้
การดูแลตนเองหลังเข้ารับบริการเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้การฟื้นตัวเป็นไปตามแผนที่แพทย์วางไว้ โดยระยะเวลาการฟื้นตัวของแต่ละบุคคลอาจแตกต่างกัน เนื่องจากไม่ได้ขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่เกี่ยวข้องกับปัจจัยหลายด้าน ทั้งลักษณะของบริเวณที่ดูแล ปริมาณไขมัน เทคนิคที่แพทย์เลือกใช้ และการตอบสนองของร่างกายในแต่ละบุคคล
แม้จะเข้ารับบริการด้วยโปรแกรม BodyTite เหมือนกัน แต่การฟื้นตัวของแต่ละรายอาจไม่เท่ากัน โดยแพทย์จะอธิบายข้อมูลที่เกี่ยวข้องก่อนเข้ารับบริการ และติดตามอาการหลังการดูแลตามความเหมาะสม ปัจจัยที่อาจมีผลต่อการฟื้นตัว ได้แก่
หลังเข้ารับบริการ แพทย์จะให้คำแนะนำเกี่ยวกับการดูแลตนเองที่เหมาะสมกับแต่ละราย เพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวและลดความเสี่ยงจากการปฏิบัติตัวที่ไม่เหมาะสม โดยทั่วไปอาจมีคำแนะนำ เช่น
หมายเหตุ: ระยะเวลาการฟื้นตัวและการกลับไปทำกิจวัตรประจำวันอาจแตกต่างกันในแต่ละบุคคล ผู้เข้ารับบริการควรปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ และไม่ควรเปรียบเทียบระยะเวลาการฟื้นตัวกับผู้อื่น เนื่องจากลักษณะของปัญหา แผนการดูแล และการตอบสนองของร่างกายไม่เหมือนกัน
ผู้เข้ารับบริการที่สนใจโปรแกรม BodyTite แต่ละคนมีลักษณะของไขมัน สภาพผิว และเป้าหมายในการดูแลแตกต่างกัน ที่ Rassapoom Clinic จึงให้ความสำคัญกับการตรวจประเมินก่อนเข้ารับบริการ เพื่อให้การวางแผนการดูแลสอดคล้องกับปัญหาและโครงสร้างร่างกายของแต่ละบุคคล มากกว่าการเลือกใช้เทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว
ก่อนเข้ารับบริการ แพทย์จะซักประวัติและตรวจประเมินลักษณะของไขมัน ความหนาของชั้นไขมัน ความยืดหยุ่นของผิว รวมถึงสัดส่วนของร่างกายในบริเวณที่ต้องการดูแล เพื่อพิจารณาว่าโปรแกรม BodyTite เหมาะสมกับปัญหาหรือไม่
จากผลการประเมิน แพทย์จะวางแผนการดูแลให้สอดคล้องกับลักษณะของแต่ละบุคคล โดยพิจารณาการเลือกเทคนิค ตำแหน่งการดูแล ระดับพลังงาน และอุปกรณ์ที่เหมาะสมกับโครงสร้างของเนื้อเยื่อในแต่ละบริเวณ เนื่องจากปริมาณไขมัน คุณภาพของผิว และสรีระของแต่ละคนแตกต่างกัน การวางแผนจึงเป็นแบบเฉพาะบุคคล (Personalized Treatment Planning) มากกว่าการใช้แนวทางเดียวกันกับทุกคน
Rassapoom Clinic ให้ความสำคัญกับการดูแลอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การให้ข้อมูลก่อนเข้ารับบริการ การตรวจประเมินโดยแพทย์ การอธิบายแผนการดูแลและข้อควรปฏิบัติ ไปจนถึงการดูแลหลังเข้ารับบริการ เพื่อให้ผู้เข้ารับบริการได้รับข้อมูลที่ครบถ้วนและสามารถตัดสินใจบนพื้นฐานของความเข้าใจในทุกขั้นตอน
แนวทางดังกล่าวช่วยให้ผู้เข้ารับบริการทราบรายละเอียดของแผนการดูแล ข้อจำกัด และการปฏิบัติตัวที่เหมาะสมในแต่ละช่วง โดยยึดผลการประเมินของแพทย์และข้อมูลเฉพาะบุคคลเป็นสำคัญ
หลังเข้ารับบริการ ทีมแพทย์และบุคลากรจะให้คำแนะนำเกี่ยวกับการดูแลตนเอง พร้อมนัดติดตามผลตามความเหมาะสม เพื่อประเมินการฟื้นตัวของร่างกาย ตอบข้อสงสัย และให้คำแนะนำเพิ่มเติมในแต่ละช่วงของการดูแล
การติดตามผลเป็นส่วนหนึ่งของการประเมินอย่างต่อเนื่อง โดยแพทย์จะพิจารณาความคืบหน้าของการฟื้นตัวและให้คำแนะนำเพิ่มเติมตามลักษณะของแต่ละบุคคล เพื่อให้การดูแลเป็นไปตามแผนที่วางไว้
โปรแกรม BodyTite และโปรแกรมดูดไขมัน Vaser Smooth 2.2 เป็นเทคโนโลยีที่ใช้ร่วมกับการดูดไขมัน แต่มีหลักการทำงานแตกต่างกัน
สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการดูแลหลายบริเวณของร่างกาย เช่น ต้นแขน ต้นขา หน้าท้อง เอว ลำตัว แผ่นหลัง และใต้คาง ทั้งนี้ ความเหมาะสมของแต่ละตำแหน่งขึ้นอยู่กับการประเมินของแพทย์ รวมถึงลักษณะของไขมันและสภาพผิวในบริเวณนั้น
โปรแกรม BodyTite ใช้พลังงาน Radiofrequency ร่วมกับเทคนิค RFAL ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลทั้งชั้นไขมันและชั้นผิวในบริเวณที่เข้ารับบริการ
อย่างไรก็ตาม หากปัญหาหลักเกิดจากผิวหย่อนคล้อยเพียงอย่างเดียว หรือเกิดจากสาเหตุอื่นที่ไม่ใช่ไขมัน แพทย์อาจพิจารณาแนวทางการดูแลที่แตกต่างกันตามความเหมาะสม
ระยะเวลาการฟื้นตัวแตกต่างกันในแต่ละบุคคล โดยขึ้นอยู่กับบริเวณที่ดูแล ปริมาณไขมัน เทคนิคที่ใช้ และการตอบสนองของร่างกาย
หลังเข้ารับบริการ ควรปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ และเข้ารับการติดตามผลตามวันนัด เพื่อให้การฟื้นตัวเป็นไปตามแผนการดูแล
การเลือกแนวทางการดูแลไม่ควรพิจารณาจากชื่อเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่ควรอ้างอิงจากการประเมินของแพทย์ร่วมกับลักษณะของปัญหา เช่น ตำแหน่งของไขมัน ความยืดหยุ่นของผิว สัดส่วนของร่างกาย และเป้าหมายของผู้เข้ารับบริการ
การปรึกษาแพทย์ก่อนตัดสินใจจะช่วยให้ได้รับข้อมูลที่ครบถ้วน และเลือกแนวทางการดูแลที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคลมากที่สุด




