






หากกำลังเผชิญปัญหาสะโพกแบนหรือมีรอยบุ๋มด้านข้าง การพิจารณาเข้ารับบริการ โปรแกรมฉีด ฟิลเลอร์เสริมสะโพก ถือเป็นทางเลือกทางการแพทย์ที่ช่วยแก้ปัญหาและปรับสัดส่วนร่างกายให้สมดุล ปัญหาโครงสร้างสรีระที่ขาดความโค้งเว้า หรือที่เรียกกันว่า Hip Dips เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้รูปร่างโดยรวมดูคล้ายทรงกระบอกและขาดมิติ ซึ่งสร้างความไม่มั่นใจในการสวมใส่เสื้อผ้าเข้ารูปเป็นอย่างมาก
หลายท่านพยายามแก้ไขปัญหาสะโพกบุ๋มด้วยการออกกำลังกายอย่างหนักเพื่อสร้างมวลกล้ามเนื้อ แต่ก็ไม่สามารถแก้ไขปัญหาที่เกิดจากโครงสร้างกระดูกตามธรรมชาติได้อย่างสมบูรณ์แบบ โปรแกรมฉีดฟิลเลอร์เสริมสะโพก จึงเข้ามาเป็นทางออกทางการแพทย์ที่ตอบโจทย์อย่างยิ่ง
เมื่อพิจารณาสรีระจากด้านหน้าและด้านหลัง ปัญหาสะโพกบุ๋มส่งผลให้เส้นโค้งเว้าบริเวณช่วงเอวต่อลงมาถึงต้นขาดูไม่ราบรื่น หัตถการนี้จึงมีส่วนช่วยในการปรับสมดุลสัดส่วนของร่างกายส่วนล่าง (Lower Body) ให้แลดูมีส่วนโค้งเว้าแบบ S-Curve อย่างเป็นธรรมชาติ โดยไม่ต้องเข้ารับการผ่าตัดศัลยกรรมและไม่ต้องใช้เวลาพักฟื้นนาน
การทำความเข้าใจกลไกทางสรีรวิทยาและกายวิภาคศาสตร์บริเวณสะโพก จะช่วยให้สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างตรงจุด โดยปัญหาสะโพกบุ๋มหรือสัดส่วนที่ไม่สมดุลนั้น เกิดจาก 3 ปัจจัยหลักทางการแพทย์ ดังนี้
1. โครงสร้างกระดูกตามธรรมชาติ (Anatomical Bone Structure) รอยบุ๋มบริเวณด้านข้างสะโพกคือช่องว่างตามธรรมชาติที่เกิดขึ้นระหว่างกระดูกเชิงกราน (Iliac Crest) และส่วนหัวของกระดูกต้นขา (Greater Trochanter) ความกว้างและความลึกของช่องว่างนี้ขึ้นอยู่กับลักษณะทางพันธุกรรมและโครงสร้างกระดูกเฉพาะบุคคล
2. การกระจายตัวของชั้นไขมันและมวลกล้ามเนื้อ (Fat Distribution & Muscle Mass) การเรียงตัวของชั้นไขมันใต้ผิวหนัง (Subcutaneous Fat) และมวลกล้ามเนื้อบริเวณสะโพกด้านข้าง (Gluteus Medius) มีผลโดยตรงต่อความกลมกลึงของรูปร่าง หากบริเวณดังกล่าวมีปริมาณไขมันสะสมตามธรรมชาติน้อย หรือมวลกล้ามเนื้อไม่เพียงพอ จะทำให้เนื้อเยื่ออ่อนยุบตัวลงตามแนวโครงสร้างกระดูก
3. กระบวนการเสื่อมสภาพตามวัย (Aging Process) เมื่ออายุเพิ่มมากขึ้น ร่างกายจะเกิดการเสื่อมสภาพทางสรีรวิทยา คอลลาเจนและอีลาสตินในผิวหนังเริ่มลดลง รวมถึงเกิดการฝ่อตัวของชั้นไขมัน (Fat Atrophy) บริเวณสะโพก ทำให้เนื้อเยื่อที่เคยเต่งตึงสูญเสียความยืดหยุ่น ส่งผลให้สะโพกดูแบนลงและเกิดความหย่อนคล้อย
โปรแกรมฉีดฟิลเลอร์เสริมสะโพก คือ หัตถการทางการแพทย์ที่ใช้สารเติมเต็มกลุ่มไฮยาลูรอนิกแอซิด (Hyaluronic Acid หรือ HA) ซึ่งเป็นสารที่มีความปลอดภัยและสามารถสลายตัวได้เองตามธรรมชาติ ฉีดเข้าไปยังชั้นไขมันใต้ผิวหนังบริเวณสะโพก เพื่อทดแทนปริมาตรเนื้อเยื่อที่ขาดหายไป พร้อมทั้งช่วยปรับแต่งรูปทรงให้มีความโค้งเว้าสมดุล
ในการปรับรูปทรงสะโพก แพทย์จำเป็นต้องเลือกใช้สารเติมเต็มที่มีโมเลกุลขนาดใหญ่ มีความหนาแน่นสูง (High Viscosity) และมีค่าความคงตัวสูง (High G Prime) เพื่อให้เนื้อเจลสามารถคงรูป รองรับแรงกดทับจากการนั่งหรือการเคลื่อนไหวในชีวิตประจำวันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ไหลย้อน หรือเสียรูปทรง
เทคนิคสำคัญคือการเดินยาผ่านเข็มปลายทู่ (Blunt Cannula) เพื่อกระจายสารเติมเต็มลงในชั้นผิวอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งเป็นเทคนิคทางการแพทย์ที่ช่วยลดความเสี่ยงในการบาดเจ็บของเส้นเลือดและเส้นประสาทบริเวณใกล้เคียง ส่งผลให้เกิดรอยช้ำน้อย และให้สัมผัสที่เรียบเนียนกลมกลืนไปกับผิวหนังอย่างเป็นสไตล์ธรรมชาติ
การฉีดโปรแกรมฟิลเลอร์เสริมสะโพก ต่างจากการฉีดไขมันที่สะโพกคือ การฉีดไขมันที่สะโพกนั้นจะใช้ไขมันในร่างกายของผู้เข้ารักษา โดยแพทย์จะดูดออกมาในจำนวนที่ต้องการ เพื่อทำการเติมเข้าไปบริเวณสะโพกและก้นที่ต้องการ โดยไขมันที่นำออกมานั้นจะต้องใช้ในปริมาณที่มาก และนับได้ว่าเป็นการทำการผ่าตัดใหญ่ เนื่องจากต้องทำการวางยาสลบหรือฉีดยาชาในการรักษา ทั้งยังต้องดูดไขมันออกมาเพื่อทำการฉีดเข้าไปในร่างกาย ทำให้เกิดอาการบวม ช้ำจากการดูดไขมัน โดยอาการช้ำอาจจะมีอาการที่ช้ำนาน 7-14 วันเป็นต้นไป ทำให้ต้องใช้เวลาพักฟื้นอย่างต่ำประมาณ 1-2 วันเป็นอย่างต่ำ
นอกนี้จากการฉีดไขมันเสริมสะโพก เมื่อเติมไขมันเข้าไปแล้วจะต้องเติมเผื่อไขมันที่ฉีดเข้าไปยุบลงอีกด้วยในระยะเวลา 3 เดือน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคลอาจยุบลงไม่เท่ากัน เนื่องจากเซลล์ไขมันที่ทำการฉีดเข้าไปที่บริเวณสะโพกหรือก้น อาจจะติดมากน้อยประมาณ 30-70% ขึ้นอยู่กับวัย อายุ และความแข็งแรงของเซลล์ไขมันของแต่ละบุคคลด้วย ซึ่งในการรักษาจะเป็นการรักษาที่แพทย์ไม่สามารถทำการประเมินแบบแม่นยำ 100% ได้ อีกทั้งเมื่อเซลล์ติดแล้วจะไม่สามารถทำการฉีดสลายได้
ในขณะเดียวกันการฉีดโปรแกรมฟิลเลอร์เสริมสะโพก ใช้สารเติมเต็มในการฉีดเสริมสะโพก ไม่ต้องดูดไขมัน ทำให้ไม่มีอาการช้ำของผิวหนังจากการดูดไขมัน ไม่ต้องพักฟื้น อีกทั้งฉีดโปรแกรมฟิลเลอร์เสริมสะโพก ยังสามารถคำนวณและประเมินปริมาณการใช้สารเติมเต็มได้อย่างแม่นยำ หลังฉีดจะไม่ยุบลงและไม่ทำให้รูปทรงของสะโพกและก้นเปลี่ยน ไม่ว่าจะอายุเท่าไหร่การฉีดก็ได้สารเติมเต็มในปริมาณที่เท่ากันนอกจากนี้ หากไม่พอใจในผลลัพธ์หรือยุคสมัยเปลี่ยนไป สามารถที่จะฉีดสลายได้อีกด้วย
ข้อดีของโปรแกรมฟิลเลอร์เสริมสะโพกคือการที่เราสามารถเติมเต็ม หรือปรับแต่งทรงสะโพกและก้นได้โดยที่ไม่ต้องผ่าตัดทำศัลยกรรม โดยโปรแกรมฟิลเลอร์เสริมสะโพกสามารถแก้ไขปัญหาได้ไม่ต่างกับการผ่าตัดทำศัลยกรรม คือการแก้ไขสะโพกหย่อนคล้อย เติมสะโพกให้เต็ม เพิ่มความผายและยกกระชับของสะโพก ปรับเปลี่ยนรูปทรงของสะโพกได้ นอกจากนี้ยังช่วยยกกระชับสะโพกได้ ซึ่งการยกกระชับสะโพกนั้นเป็นคุณสมบัติของโปรแกรมฟิลเลอร์เสริมสะโพก ที่การผ่าตัดศัลยกรรมไม่สามารถทำได้
ทั้งนี้โปรแกรมฟิลเลอร์เสริมสะโพก ยังมีความปลอดภัยสูงเนื่องจากโปรแกรมฟิลเลอร์เสริมสะโพก ได้รับการจดทะเบียนอาหารและยาหรือ อย. อย่างถูกต้อง อีกทั้งขั้นตอนและกระบวนการทำยังมีความปลอดภัยมากกว่าการผ่าตัด เนื่องจากให้รูปทรงที่ดูเป็นธรรมชาติ ไม่เป็นก้อน หรือเป็นทรงตามบล็อกซิลิโคนที่ใส่ลงไป เมื่อสัมผัสก็จะให้ความรู้สึกที่คล้ายกับการเป็นสะโพกหรือก้นที่เป็นธรรมชาติที่สุด ไม่ตกค้าง ไม่ส่งผลเสียกับร่างกาย ไม่ต้องพักฟื้น สามารถเปลี่ยนรูปทรงได้หากไม่พอใจทรงของสะโพก และไม่ต้องกังวลเรื่องแผลหลังทำการฉีดโปรแกรมฟิลเลอร์เสริมสะโพก
โปรแกรมฟิลเลอร์เสริมสะโพก หรือโปรแกรมฟิลเลอร์เสริมก้นนั้น ในปัจจุบันประเทศไทยมีการขึ้นทะเบียนอย.หรืออาหารและยาประเทศไทย เพียงหนึ่งเดียวคือโปรแกรมฟิลเลอร์ Variofill จากบริษัท HYABELL FILLER บริษัทผู้ผลิตโปรแกรมฟิลเลอร์เกรดดี คุณภาพในระดับพรีเมียม จากประเทศเยอรมัน ที่ได้รับอย.ในยุโรปตั้งแต่ปี 2014 ที่มีความโด่งดังเป็นอย่างมากในการผลิตโปรแกรมฟิลเลอร์ ที่มีคุณสมบัติในการยกกระชับ และยังมีการคงรูปของโปรแกรมฟิลเลอร์หลังจากที่ได้ฉีดไปอยู่สูงมาก ทั้งยังผลิตมาแบบที่ทำให้แพทย์ที่ทำการรักษาทำการฉีดได้ง่าย ทั้งยังมีการวางขายอย่างแพร่หลายถึง 60 ประเทศจากทั่วทุกมุมโลกเลยทีเดียว ผู้เข้ารับบริการจึงสามารถสบายใจได้อย่างแน่นอนว่าการฉีดโปรแกรมฟิลเลอร์เสริมสะโพก มีความปลอดภัยในเรื่องตัวยาอย่างแน่นอน
นอกจากนั้นโปรแกรมฟิลเลอร์เสริมสะโพก ต้องคำนึงถึงแพทย์ผู้ทำการฉีดอีกด้วยว่ามีความชำนาญการ และได้รับการเทรนด์มาเป็นอย่างดีหรือไม่ เนื่องจากส่วนของสะโพกมีความแตกต่างจากใบหน้าเป็นอย่างมาก อีกทั้งเนื้อของโปรแกรมฟิลเลอร์เสริมสะโพก ยังมีความแข็งมากกว่าโปรแกรมฟิลเลอร์ที่ใช้ฉีดบริเวณใบหน้าจึงต้องมีความชำนาญการในการรักษาเป็นอย่างมาก
บริการนี้เหมาะสำหรับผู้ที่มีความกังวลหรือมีลักษณะดังต่อไปนี้
เพื่อให้หัตถการดำเนินไปอย่างปลอดภัยและได้ผลลัพธ์ที่คงทน ผู้รับบริการควรปฏิบัติตามคำแนะนำตามมาตรฐานทางการแพทย์อย่างเคร่งครัด
หลังจากการทำหัตถการเสร็จสิ้น ผู้รับบริการสามารถสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงของปริมาตรสัดส่วนสะโพกได้ในทันที โดยอาจมีอาการบวมหรือรอยแดงเล็กน้อยจากเข็มบริเวณที่ฉีด ซึ่งเป็นอาการปกติทางการแพทย์และจะค่อยๆ ยุบเป็นปกติภายใน 3-7 วัน
ผลลัพธ์จะดูเข้าที่ ผสานเข้ากับชั้นไขมัน และให้สัมผัสที่กลมกลืนเป็นธรรมชาติสูงสุดในช่วงประมาณ 2-4 สัปดาห์หลังทำ สำหรับระยะเวลาความคงทนของผลลัพธ์จะขึ้นอยู่กับรุ่นของสารเติมเต็ม อัตราการเผาผลาญ (Metabolism) และพฤติกรรมการใช้ชีวิตของแต่ละบุคคล
โดยทั่วไปสารเติมเต็มประเภทโมเลกุลใหญ่ที่ออกแบบมาสำหรับใช้กับร่างกาย จะสามารถคงสภาพอยู่ได้นานประมาณ 1-2 ปี ก่อนจะค่อยๆ สลายตัวไปเองตามกระบวนการทางชีววิทยาของร่างกายโดยไม่ทิ้งสารตกค้าง
การปรับแต่งสัดส่วนรูปร่างให้ดูสวยงามและปลอดภัย ไม่ได้ขึ้นอยู่กับปริมาณสารเติมเต็มที่ฉีดเข้าไปเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับการประเมินโครงสร้างและเทคนิคของแพทย์ โดยที่ Rassapoom Clinic มีความโดดเด่นในด้านมาตรฐานทางการแพทย์ดังนี้



แต่ละตำแหน่งของใบหน้าต้องใช้เทคนิคและชนิดของฟิลเลอร์ที่แตกต่างกัน เลือกดูโปรแกรมฟิลเลอร์ทั้งหมด เพื่อค้นหาแนวทางการรักษาที่เหมาะกับปัญหาและโครงสร้างใบหน้าของคุณ
คำถามที่พบบ่อย (FAQ) เกี่ยวกับโปรแกรมฉีดฟิลเลอร์เสริมสะโพก
ก่อนการทำหัตถการจะมีการบริหารยาชาเฉพาะที่บริเวณจุดเปิดแผลเสมอ นอกจากนี้ในตัวสารเติมเต็มหลายรุ่นยังมีส่วนผสมของยาชา (Lidocaine) อยู่ภายในตัวยาด้วย ดังนั้นในขณะรับบริการจึงรู้สึกสบาย เจ็บน้อย และช่วยลดความกังวลได้เป็นอย่างดี
การฉีดสารเติมเต็มไม่ต้องผ่านกระบวนการดูดไขมัน ทำให้ไม่มีแผลบอบช้ำในบริเวณอื่นของร่างกาย ไม่ต้องใช้เวลาพักฟื้นนาน และแพทย์สามารถคำนวณปริมาตรการฉีดเพื่อกำหนดรูปทรงได้อย่างแม่นยำ โอกาสที่สัดส่วนจะยุบตัวลงหลังทำจึงมีน้อยกว่าการเติมไขมัน
เนื่องจากสารเติมเต็มที่ใช้เป็นกลุ่มไฮยาลูรอนิกแอซิดแท้ที่ผ่านการรับรองมาตรฐาน แพทย์สามารถทำการฉีดเอนไซม์ไฮยาลูโรนิเดส (Hyaluronidase) เพื่อสลายสารเติมเต็มออกและปรับแต่งรูปทรงใหม่ได้อย่างปลอดภัย
ปริมาณการใช้ยาจะแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ขึ้นอยู่กับความลึกของรอยบุ๋มและโครงสร้างสรีระเดิม แพทย์จะเป็นผู้ทำการตรวจประเมินแบบองค์รวม เพื่อคำนวณปริมาณที่เหมาะสมที่สุดสำหรับแต่ละเคส เพื่อให้เกิดความสมดุลของรูปร่าง




